การทดลองเลือดหมูรอบที่สองเริ่มขึ้น คราวนี้เปลี่ยนภาชนะมาใช้ชามแก้วทนไฟแทนเพราะคิดว่ามันคงจะ stable ขึ้น ว่าแล้วก็รินเลือดหมูลงไปจนเต็มชาม  แล้วก็เปลี่ยนวิธีตั้งลงในหม้อใหม่ ไม่ใส่น้ำมากจนเกินไป ไม่งั้นชามจะลอยป๋องแป๋ง หรือถึงไม่ลอยก็จะไม่นิ่งเวลาน้ำเดือด ใช้ไฟอ่อนๆ ไม่ให้น้ำเดือดรุนแรง ค่อยๆ ต้มใจเย็นๆ เขาว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม…

เลือดหมูที่ต้มรอบแรก แม้ว่าจะสภาพน่าเกลียดมาก แต่รสชาติก็ใช้ได้ เพียงแต่เนื้อมันไม่เหมือนเลือดหมูบ้านเราเท่าไร ที่ไม่ค่อยนิ่มเท่าและออกร่วนๆ มากกว่าจะเป็นเนือ้ประสานกันดีเหมือนบ้านเรา เลยเอามาทดลองทำผัดเลือดหมูก่อน อันนี้เป็นอีกเมนูที่แม่เคยทำให้กิน แต่คงหากินที่อื่นไม่ได้ เพราะชาวบ้านมักจะเอามาทำต้มเลือดหมูมากกว่า จำได้ว่าแม่เอามาผัดกับต้นหอมหรือคึ่นไช่ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีต้นหอมหรือคึ่นไช่เลย ก็เลยเอามาผัดกับหัวหอมแทน ในใจก็ยังไม่มั่นใจในการกินมันสักเท่าไร ผัดออกมาก็รสชาติใช้ได้

ระหว่างทำกับข้าวไปก็ดูเลือดหมูเป็นระยะๆ ได้ยินเสียงเป็ดในลำธารในป่าข้างๆ บ้านร้องเป็นระยะๆ มองลงไปก็เห็นตัวเป็ดจริงๆ พอทิ้งไว้จนมันแข็งได้ที่ ก็เอาเลือดหมูที่ได้ออกมา ดูสภาพด้านบนดูดีกว่าเดิมมาก ผิวเรียบ แต่เพราะใช้ชามแก้ว จึงตรวจดูเนื้อเลือดหมูจากด้านข้างและด้านก้นของชามได้ด้วย เนื้อเลือดหมูมีสีแดงๆ และมีจุดดำๆ เป็นจ้ำ ๆ ไม่สม่ำเสมอ ดูแล้วน่ากลัวจริงๆ ว่าไอ้จุดดำ ๆ ที่ว่านี่คืออะไร? กลับมาคิดทบทวนใหม่ ยังเหลือเลือดหมูอยู่อีกราวๆ หนึ่งในสามของขวด จะทดลองต้มแบบเดิมต่อไปเลย แล้วค่อยเอาทั้งหมดมาทำกับข้าวรวมกันดี หรือว่าจะยกเลิก ทิ้งเลือดหมูที่ได้ทั้งหมด

ว่าแล้วก็ไปหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานซะหน่อย จึงเหลือบไปเห็นว่าแม่โทรกลับมาสองรอบ เอ..ทำไมไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เลย? นึกดูแล้วก็อ๋อ เพราะว่าตั้งเสียงแม่โทรเข้าไว้เป็นเสียงเป็ดร้อง แล้วระหว่างทำกับข้าวมีเป็ดร้องเป็นระยะๆ เลยคิดว่าเป็ดในลำธารร้องแน่เลย -___- ก็เลยโทรกลับหาแม่ แม่บอกว่า

“ปกติอย่างเลือดไก่ เขาเชือดแล้วรองเลือดไว้ ใส่เกลือไปหน่อย ตั้งทิ้งไว้มันก็แข็ง”

แต่วิธีนี้ไม่มั่นใจ เพราะลองแล้ว แต่ใจร้อน ไม่ได้ตั้งไว้นานพอเลยไม่รู้สึกว่ามันจะแข็ง หรืออีกส่วนนึงก็กังวลว่ามันคงไม่แข็งหรอกเพราะว่าเขาใส่สารอะไรไม่ให้มันแข็งหรือเปล่า ต้องต้มเท่านั้น ตามหลักวิทยาศาสตร์เป็นการทำให้โปรตีนเสียสภาพ จะกลายเป็นก้อนแข็งได้

แม่ยังบอกอีกว่าเลือดหมูที่ซื้อจากต่างจังหวัดมักจะดีกว่าในกทม.เพราะมันจะแน่นแข็งกว่า เลือดหมูในกทม.เหมือนคนขายงก เติมน้ำหรือแป้งหรืออย่างอืนลงไปให้มีปริมาณมากขึ้น แล้วสุดท้ายก็ทำให้สภาพก้อนมันไม่ดียุบตัวและมีน้ำออกมาจากก้อนตลอดเวลา  แม่ยังถามต่อไปว่าเลือดหมูนี่มีกลิ่นเหม็นหรือไม่ ก็บอกแม่ว่าไม่ แต่เห็นเป็นจุดๆ จ้ำๆ เลยไม่แน่ใจว่าจะกินได้หรือเปล่า บอกกับแม่ไปว่าอาจจะโยนทิ้ง

ImageImage

สรุปก็เลยคิดว่าคงไม่ทำรอบที่สามละ คงจะทิ้งทั้งหมด เพราะดูแล้วไม่มั่นใจ หลังจากนั้นก็มาเห็นน้องๆ คอมเม้นต์ต่อ ดูจะให้กำลังใจดี ที่มี effect มากสุดคือคอมเม้นต์ของมิ้น เพราะเป็นหลักฐานนึงว่าฝรั่งก็กินเลือดหมูเหมือนกัน จากนั้นก็เลยมาคิดทบทวนใหม่ ที่ขวดมันก็เขียนว่า swiss garantee เชียวนะ มันจะกินไม่ได้ได้ไง แล้วอีกอย่างปกติถ้าของที่ดูเหมือนกินได้แต่กินไม่ได้ เขาก็จะเขียนบอกไว้ว่าไม่ให้กิน เช่น ฟักทองที่เขาเอามาทำหัวผีในคือฮาลาวีนเป็นต้น จำได้ว่าเห็นลูกใหญ่มาก ราคาแค่ห้าฟรังค์ เกือบจะคว้ามาทำกับข้าวกินซะแล้ว แต่เห็นเขาเขียนว่าไม่ให้เอามากิน เลยไม่แบกกลับบ้านมา

ImageImage

คิดได้ดังนั้น จึงไปเอาเลือดหมูล็อตที่สองออกมาจากภาชนะแล้วหั่นดูเนื้อ และชิมรสชาติอีกครั้ง เลือดหมูยังคงติดภาชนะเหมือนเดิมต้องใช้มีดผ่าออกแล้วค่อยๆ แซะออก  การทดลองรอบนี้นับว่าประสบความสำเร็จมากกว่ารอบแรกเยอะ เนื้อเลือดหมูตรงกลางแน่นเนียนมาก แต่มีปัญหาว่าส่วนขอบภาชนะทั้งด้านก้นและด้านข้างจะมีฟองอากาศแยะ และทำให้เนื้อไม่สวยงาม

หลังจากที่พยายามเอามันออกมาจากชามแล้วหั่น จึงสังเกตเห็นว่าจุดดำๆ จ้ำๆ ที่เราคิดว่ามันน่ากลัวและประหลาดนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากการที่มันไหม้ติดก้นภาชนะ เข้าใจว่าการที่เราไม่อยากให้ภาชนะลอยป่องแป่งในน้ำ การใส่น้ำน้อยทำให้ก้นชามติดกับก้นหม้อพอดีซึ่งอาจร้อนจัดเกินไปทำให้เลือดหมูบางส่วนติดก้นภาชนะได้  ความกังวลว่ามันจะกินไม่ได้จึงหายไป

Image

ว่าแล้วก็เลยทดลองต้มเลือดหมูล็อตที่สามมีการปรับปรุงเล็กน้อย โดยการเอาฝาชามแก้วรองก้นหม้อเพื่อไม่ให้ก้นชามสัมผัสหม้อโดยตรง แล้วก็ใช้ไฟอ่อนลงกว่าเดิมอีก  ระหว่างนั้นก็หั่นเลือดหมูล็อตที่สองและพิจารณาและชิมเพิ่มเติม จึงได้ข้อสรุปว่า เลือดหมูที่เราทำนี้ไม่เหมือนที่เมืองไทยคงเป็นเพราะมันเข้มข้นกว่า หรือมีความหนาแน่นมากกว่า ความแข็งของเนื้อเทียบได้กับเลือดไก่เลย ส่วนการที่มันร่วนกว่าอาจเป็นเพราะมันแข็งกว่า หรืออาจเป็นเพราะเราไม่ได้ใส่ส่วนประกอบเจือปนอื่นๆ ที่คนขายเลือดหมูที่เมืองไทยเขาทำก็ได้ เช่น น้ำ หรือแป้ง

แล้วก็มานั่งเขียน blog อัพเดทข้อมูล หันไปดูอีกทีพบว่าเลือดหมูล็อตที่สามมีสภาพ professional กว่าเดิมมาก เนื้อผิวหน้าเรียบเนียน ตรงก้นไม่มีจ้ำๆ จุดดำๆ เป็นการพิสูจน์ว่าจุดเหล่านั้นเกิดจากการติดก้นไหม้จริงๆ

Image

นอกจากนี้พอเอาออกจากชาม ตัดดูแล้วไม่ติดก้น แสดงให้เห็นว่าการที่มันติดก้นเนื่องจากการใช้ไฟแรง ทำให้มันไหม้นั่นเอง ดังนั้น ถ้าอยากจะได้เลือดหมูที่มีลักษณะสวยงาม ต้องใจเย็นๆ ใช้ไฟอ่อนๆ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

ImageImage

ตอนนี้ขั้นต่อไปก็เหลือแต่การทำแกงจืดเลือดหมูให้ได้ตามที่ฝันไว้ล่ะ :D

แต่แล้วฝันก็พลิกล็อคอีกละ หมูที่คิดว่าจะเอามาทำหมูสับเอาไปทำกับข้าวอย่างอื่นซะแล้วตอนที่ถอดใจว่าจะทิ้งเลือดหมูนั่น ไปขุดๆ ในช่องแข็งได้แต่กระดูกหมูมาหน่อยนึง เลยทำต้มเลือดหมูกับกระดูกหมูหน่อยนึงที่มีแทน

…และแล้วนี่ก็เป็นผลงานขั้นสุดท้ายของการทดลอง อาจจะไม่เพอเฟคเหมือนในจินตนาการ แต่ก็คง convince ได้ว่าอร่อยอยู่นะ ต้องขอบคุณน้องๆ ที่มาช่วยกันเป็นแรงบัลดาลใจให้ทดลองต่อ..

Image

ใครอยากกินเลือดหมูยกมือขึ้น…

คราวหน้าเรามาทำฝันของเราให้เป็นจริงตามจินตนาการกันเหอะ :D

ถ้ามีโอกาสทดลองคราวหน้าอีก ก็จะบอกว่าลองเติมน้ำผสมในเลือดหมูสักหน่อยน่าจะได้เนื้อที่เหมือนเมืองไทยมากขึ้น เพราะที่ได้ตอนนี้ค่อนข้างแน่นแข็งไป กินแล้วไม่ลื่นคอ การทดลองจึงยังไม่จบ แต่ฝากไว้ทดลองกันต่อนะ :)

About these ads