เมื่อคุณถูกขังในรถไฟ…. คุณจะ…

หลังจากสกีท่ามกลางพายุหิมะกันทั้งวัน พวกเราก็ได้กินขนมจีนน้ำยาป่าสุดอร่อยฝีมือมิ้นกัน วัสถึงกับฟาดไปหลายชามทีเดียว  จากนั้นด้วยความเหน็ดเหนื่อยประกอบกับภาระกิจเรื่องงานหรือการเรียนที่จะต้องทำในวันรุ่งขึ้น ทีมโลซานน์ก็แยกย้ายกลับบ้าน

 

พวกเราวิ่งไปจับรถไฟ รอบนี้ไม่มีปัญหาในเรื่องการซื้อตั๋วทำให้ต้องลุ้นเหมือนคราวก่อน เราจับรถไฟได้ทันเวลากันพอดี ขึ้นจากบันไดของชานชลาก็ประมาณว่าได้โบกี้ท้ายสุดของรถไฟพอดี  รถไฟค่อนข้างว่าง ตลอดทางมีคนมานั่งไม่กี่คนในโบกี้ของเรา  พอได้นั่งพวกเราพี่น้องก็เริ่มบทสนทนาตามประสาพี่ๆ น้องเช่นเคย หลังจากที่วัสได้งีบยาวระหว่างทางจากบนเขาถึงบ้านมิ้นแล้วก็ดูจะแอ็คทีฟเป็นพิเศษ เห็นประตูโบกี้ถูกเปิดค้างไว้ก็ลุกไปปิดให้ด้วยความหวังดี  พวกเราชื่นชมในความเป็นคนดีสักพักก็คุยเรื่องอื่นกันต่อ สถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ จนกระทั่งเมื่อถึงปลายทางสถานี Renens ที่พวกเราทุกคนตั้งใจจะลงแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน  พี่เดินไปที่ประตูเป็นคนแรก  เมื่อรถเริ่มจอด พี่พยายามเปิดประตูโบกี้ แต่มันเปิดไม่ออก  พี่พยายามอีก…ไม่ออก  จึงหันไปบอกวัสว่าตะกี้วัสมาปิดแน่นไปหรือเปล่าเลยเปิดไม่ออก ผู้ชายก็มาช่วยกันเปิด แต่ก็เปิดไม่ออก…

 

เอาละซิ… เรามีเวลาคิดไม่นานเพราะรถจอดสถานีนี้เพียงนาทีเดียวเท่านั้น ถ้าเปิดไม่ออกเราก็ลงไม่ได้ เราจะทำไงดี  พี่ป้องเดินอีกด้านเพื่อหาทางลง แต่ด้านท้ายสุดของขบวนประตูปิด ลงไม่ได้ !!!

 

ทำไมประตูถึงเปิดไม่ออก??? พวกเราพยายามอีก แต่ดูเหมือนถ้าออกแรงมากกว่านี้อาจทำให้ประตูเสียหายได้ มันต้องมีอะไรผิดปกติ  ระหว่างนั้น พวกเราก็คิดกันว่าเราควรจะดึง alarm ดีไหม ในตู้รถไฟนั้น มีพวกเราห้าคนและสาวสวิสอีกคนหนึ่งเท่านั้น  สาวสวิตดูท่าจะไม่เห็นด้วยกับการดึง alarm พวกเราเองก็คิดเหมือนกันว่าดูเหมือนการดึง alarm อาจไม่เหมาะสมในสถานการณ์นี้   ในระหว่างนาทีนั้นที่ความคิดร้อยแปดเริ่มเกิดขึ้นในหัวของพวกเรา พี่เหลือบไปเห็นหน้าต่างที่สามารถเปิดได้ จึงเรียกวัสให้เปิดหน้าต่าง

 

จากนั้นเราก็มองออกไป มีชายวัยกลางคนอยู่คนนึงเดินอยู่ที่ชานชลา พวกเราตะโกนบอกเขาว่าเราลงจากรถไม่ได้เพราะเราเปิดประตูไม่ได้  ชายคนนั้นรีบกดประตูรถไฟ แล้วขึ้นมาช่วยเปิดประตู แต่ไม่สำเร็จ….

 

ชายคนนั้นรีบลงจากรถ แล้ววิ่งจากขบวนท้ายสุดของรถไฟไปยังหัวขบวนเพื่อบอกคนขับรถไฟให้เราว่าเราลงจากรถไม่ได้ ช่างมีน้ำใจจริงๆ   พี่และวัสเห็นผู้ชายอีกคนหนึ่งเดินออกมาจากตู้กระจกซึ่งเป็นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่การรถไฟ  จึงได้พยายามโบกมือเรียกแต่ไม่รู้ว่าจะพูดกับเขาว่ากระไรด้วยปัญหาทางภาษาฝรั่งเศส จึงได้ตะโกนบอกพี่ป้องช่วยบอกเขาหน่อยว่าให้ช่วยเรา เพราะเราลงจากรถไม่ได้

 

พี่ป้องก็รีบช่วยตะโกนบอก ทั้งที่มีความสงสัยอยู่เต็มหัวใจว่า บอกเขาแล้วเขาจะช่วยอะไรได้ฟะ เพราะพี่ป้องไม่รู้ว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟ

 

จากนั้นชายคนนั้นก็ข้ามชานชลามายังขบวนที่เราอยู่ แล้วมาช่วยเปิดประตูออกให้  ประตูถูกล้อคจริงๆ !!! เขาต้องใช้กุญแจพิเศษไขออกให้  เราจึงลงจากรถได้

 

ประตูถูกล้อคได้อย่างไร??? ใครเป็นคนล้อค??? ทำไมถึงล้อค??? พวกเราโดนล้อคตั้งแต่เมื่อไหร่??? มีใครประสงค์ร้ายกับพวกเราหรือ? สถานการณ์แบบนี้ จริงๆ แล้วเราควรจะดึง alarm หรือเปล่า??? ถ้าไม่มีคนมาช่วยเรา เราจะทำอย่างไร??? คำถามมากมายเกิดขึ้นในใจพวกเรา…

 

พวกเราลงจากรถไฟ พร้อมกับขอบคุณทั้งชายวัยกลางคนที่วิ่งไปบอกคนขับให้เราและเจ้าหน้าที่รถไฟที่มาเปิดประตูให้เรา  ชายคนที่มาเปิดประตูให้เราถามว่าเราขึ้นมาจากเจนีวาใช่ไหม เราตอบว่าใช่  เขาบอกว่าคงต้องมีคนมาปิดประตูหลังจากเราขึ้นมาบนรถ  พี่ป้องได้โอกาส จึงถามเขาไปว่า จริงๆ แล้วเรามีสิทธิ์จะดึง alarm ได้ไหมในสถานการณ์เช่นนี้ เขาตอบว่าได้

 

ถึงแม้ว่าเราจะลงจากรถไฟได้แล้ว  คำถามในหัวของพวกเราก็ยังต้องการคำตอบอยู่ …

 

ประตูถูกล้อคได้อย่างไร???…. มีคนบางคนมาปิด

 

ใครเป็นคนล้อค???….วัสสันนิษฐานว่าเป็นผู้ชายฝรั่งคนหนึ่งในรถไฟ ซึ่งนั่งอยู่ในตู้เดียวกับพวกเรา ก่อนลงเขาเดินเฉี่ยววัสเหมือนจะจงใจบอกให้เป็นสัญญาณเล็กๆ ที่พวกเราไม่ทันรู้ได้…

 

ทำไมถึงล้อค???  …. เขาคงจะรำคาญที่พวกเราคุยกันเสียงดัง ก็เลยแกล้ง หรืออาจเป็นโอกาสแกล้งกะเหรี่ยงอย่างพวกเรา เพราะไม่มีผู้โดยสารอื่นในตู้นอกจากสาวสวิตผู้ร่วมชะตากรรมกับพวกเราคนนั้น

 

พวกเราโดนล้อคตั้งแต่เมื่อไหร่???  …. คงจะเป็นตอนที่ชายคนนั้นลงจากรถ…

 

ทำไมเขาถึงล้อคพวกเราได้ ???  …. เขาอาจเป็นเจ้าหน้าที่การรถไฟมาก่อน จึงมีกุญแจเหลี่ยมๆ เฉพาะนั่น ได้โอกาสไว้แก้แค้นหรือทำไรสนุกๆ  หรือจริงๆ แล้ว ใครก็อาจมีกุญแจเหลี่ยมๆ นั่นได้ ไม่ได้จำเพาะมากนัก

 

สถานการณ์แบบนี้ จริงๆ แล้วเราควรจะดึง alarm หรือเปล่า??? … เจ้าหน้าที่บอกว่าเราดึงได้  แต่ตอนนั้นพวกเราบางคนก็คิดไว้ว่า ถ้าหากเราอยู่ในสถานนีเปลี่ยว หาคนมาช่วยไม่ได้จริงๆ ค่อยดึง alarm จะดีกว่า เพราะพวกเราเกรงว่าสัญญาณจะดังไปถึงทุกที่ทุกคนทำให้เขาตกใจกันหมด อาจเป็นเรื่องใหญ่ทำให้ใครต่อใครเสียเวลา ตามประสาคนไทยที่เกรงใจ

 

ถ้าไม่มีคนมาช่วยเรา เราจะทำอย่างไร??? …. มีคน (จำไม่ได้ว่าใคร) เสนอความเห็นว่า ถ้าไม่มีคนมาช่วยจริงๆ แต่เราเปิดหน้าต่างได้ เราอาจจะกระโดดออกจากหน้าต่างเมื่อถึงสถานีถัดไปก็ได้ (เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ alarm)

 

พวกเรายังคงยืนอภิปรายกันอยู่พักใหญ่ แม้ว่าเราจะลงจากรถไฟได้แล้วเพื่อคลี่คลายปัญหาทั้งหลายในใจเราจนกระทั่งเจ้าหน้าที่เดินมาถามด้วยความเป็นห่วงว่าจริงๆ แล้วเราควรจะลงที่สถานีก่อนหน้านี้หรือเปล่า  พวกเราตอบว่าไม่ใช่ สถานีนี้ถูกต้องแล้ว เพียงแต่เราอภิปรายกันเฉยๆ พร้อมกับขอบคุณเขา

 

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างสวิตเซอร์แลนด์  โดนขังบนรถไฟซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเป็นเรื่องที่คุณคงไม่คาดคิด  ทำให้เราได้ข้อคิดมากมาย เช่น ไม่ควรขึ้นรถไฟตู้สุดท้ายที่มีทางออกด้านเดียว  ประเทศที่เคยเป็นประเทศที่ดูเหมือนจะปลอดภัยมากที่สุดประเทศหนึ่งอาจไม่ได้ปลอดภัยสำหรับเราเสมอไป  เราไม่ควรประมาท

 

ถึงแม้จะเป็นความเลวร้ายอย่างหนึ่งในประสปการณ์ของชีวิต แต่ก็มีแง่คิดดีๆ ที่เรายังเห็นคนที่มีน้ำใจช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่…  โลกนี้คงไม่ได้เลวร้ายเสมอไป.. ไม่มองโลกในแง่ร้าย แต่ในขณะเดียวเราก็ไม่ควรประมาท

 

สุดท้ายนี้ ขอฝากคำถามไว้ว่า…

เมื่อคุณถูกขังในรถไฟ…. คุณจะทำอย่างไร?

 

2 thoughts on “เมื่อคุณถูกขังในรถไฟ…. คุณจะ…

  1. Au secours!!!!!!!!! อ่านแล้วแบบตื่นเต้นมากเลยยย

  2. มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย… น่าระทึก แต่ที่ระทึกสุดคือรถไฟจะออกนี่แหละ เสียเวลาตาย ความจริงพี่เขียนจดหมายไปที่ cff สามารถเรียกค่าทำขวัญได้นะครับ ที่สวิสเค้าทำกันประจำ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s