ไม่มีใครทำให้เราทุกข์ได้นอกจากตัวเราเอง

ตั้งแต่จำความได้ ก็รู้สึกว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีความทุกข์อยู่เคียงข้างเสมอ ความทุกข์แต่ละครั้ง เกิดขึ้นและดับไปตามกาลและเวลา ช้าบ้างเร็วบ้าง แต่น้อยครั้งที่มันจะห่างไปจากเราจริงๆ  เคยคิดไว้เหมือนกันสมัยเป็นเด็กๆ ด้วยความที่เป็นเด็กที่ไม่ได้มีชีวิตที่สบายเหมือนคนอื่นเขา  ความทุกข์ที่มาอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนอยู่ตลอดเวลาให้เราคิด คิด คิด คิดว่าจะทำอย่างไรกับมัน จะจัดการกับมันอย่างไร ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้คิดจะจัดการกับความทุกข์โดยตรงหรอก เรามองความทุกข์ในรูปปัญหามากกว่า รู้สึกว่ามีปัญหา ต้องหาทางแก้ คิดว่าแก้แล้ว ความทุกข์มันก็คงจะดับไป

บางครั้งความทุกข์ก็เกิดจากเราเอง  บ่อยครั้งก็เกิดจากคนอื่นมาทำให้เราโกรธบ้าง เสียใจบ้าง แค้นบ้าง บางครั้งก็เกิดจากการรับฟังปัญหาหรือความทุกข์จากคนอื่น จำได้ว่าตอนเด็กๆ บ่อยครั้งที่ฟังแม่บ่นถึงพี่หรือน้อง หรือคนอื่นๆ ที่ทำให้แม่เป็นทุกข์ หรือไม่สบายใจ เราก็จะเก็บมาคิด และพลอยรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย  บางทีก็อึดอัด คิดวนไปวนมาว่าจะทำไงให้แม่หายเป็นทุกข์ จะไปแก้คนอื่นได้อย่างไร คิดไปคิดมาแล้วก็ไม่มีทางออก วนอยู่อย่างนั้นเอง

ความทุกข์ที่ผ่านมาจึงทำให้รู้สึกว่ามันฝึกตัวเองให้เป็นคนช่างคิด คิดที่จะแก้ปัญหา คิดอย่างมีเหตุมีผลมากขึ้นตามวัยที่เปลี่ยนไป  บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าการที่เรามีความทุกข์มากกว่าคนอื่นทำให้เรากลายเป็นคนที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าคนอื่นไปด้วย

ความทุกข์หนักหนาในอดีต เมื่อมันผ่านมาแล้ว เราม้องย้อนกลับไป บางทีกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระบ้าง เพียงแค่คิดผิดทาง คิดผิดประเด็น ก็ก่อให้เกิดทุกข์กับตัวเรา  บางทีก็ไม่เสมอไป  ความทุกข์ในตอนนั้นอาจมีเหตุผลที่พอในเวลานี้ แต่ว่าความรู้สึกนั้นมันอาจจะจืดจางไปตามกาลเวลาและสถานการณ์ที่ ณ เวลาปัจจุบันเราไม่ได้เผชิญอยู่ มันจึงไม่ได้รู้สึกเท่ากับเวลานั้นก็ได้  แต่ที่สำคัญ คนเราต้องมีพัฒนาการทางจิตใจ  อย่างที่ว่าความทุกข์ที่เรามองในอดีต ว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นความคิดที่ผิดพลาด ผิดประเด็น มันเกิดจากพัฒนาการทางความคิดที่เรามีขึ้นมา  ส่วนตัวแล้วมองว่า คนที่เป็นผู้ใหญ่ หรือมีพัฒนาการทางความคิดที่ดีจริงๆ จะมีวิธีการจัดการกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เราจะจัดการกับความทุกข์ได้อย่างไร หลักๆ ก็คือ การมีสติ การมีสติสอนให้เรารู้ตัวว่าตอนนี้เรากำลังทุกข์ ทุกข์อยู่กับเรื่องอะไร ทำไมเราถึงทุกข์  พูดลอยๆ คงจะไม่เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อเร็วๆ นี้แล้วกัน

ตอนนั้นกำลังวิเคราะห์ผลการทดลองอยู่ มาถึงส่วนที่ใช้โปรแกรมที่เพื่อนร่วมงานช่วยเขียนให้มาประกอบการวิเคราะห์ผล แต่แล้วก็เกิดปัญหามากมาย จนรู้สึกว่าทำต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องการถามเพื่อนคนนี้อย่างยิ่งว่าทำไมๆๆๆ ร่างคำถามไว้มากมายยาวเหยียด  แม้ว่าอยากจะถามแค่ไหน ก็ต้องเข้าใจสถานการณ์ของเพื่อนด้วย วันนั้นเจอเขาเพิ่งพรีเซนต์เสร็จ เย็นมากแล้วก็คงจะเหนื่อย จึงไม่คุยวันนั้น ได้แต่ขอนัดเจอในวันรุ่งขึ้น เพื่อนตอบว่าโอเค

แต่เช้ามาก็รีบมาทำงาน นั่งรอเพื่อนมาหา อาจจะมีงานอย่างอื่นทำบ้างแต่จิตใจก็ไม่สามารถจดจ่อกับงานอื่นได้เพราะต้องการให้เขามาให้คำตอบไวๆ รอๆๆๆๆ รอแล้วรออีก รอทั้งวัน (จริงๆ แล้วรอมาสัปดาห์นึงแล้ว)  อีเมล์ไปอีกหลายรอบ สรุปเพื่อนก็ไม่มาหาวันนั้น ที่สำคัญมันเป็นวันศุกร์ แล้วก็คงจะค้างใจต่อไปจนกว่าจะถึงวันจันทร์ ทำให้รู้สึกแย่มากๆ ตอนนั้นคิดในใจว่า ทำไมเขาถึงได้ทำร้ายเรา  ทำไมถ้าเขามาไม่ได้ทำไมไม่บอกเรา  ทำไมเขาเคยตอบอีเมล์เรารวดเร็วเสมอ มีเน็ตมีโทรศัพท์ใกล้ตัวเสมอ ทำไมไม่ตอบเรา  ที่ผ่านมาเราก็เป็นเพื่อนที่ดีกับเขาเสมอ เราก็บอกเขาว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เราก็เครียดกับเรื่องนี้มาก ทำไมเขาไม่เห็นใจเรา  ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายกับเรา ทำไมถึงทำร้ายจิตใจเรา… ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า แล้วก็จิตตก

พอมีสติเรียกตัวเองกลับมาได้ ก็บอกกับตัวเองได้ว่า  เขาจะรู้ไหมว่าเขาทำร้ายเรา เราต่างหากที่ทำร้ายตัวเราเอง  เขาอาจแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราทุกข์  เขาเจตนาหรือ ใครกันแน่ที่ทำร้ายเรา ความคิดของเรานั่นเอง

เรื่องที่สองที่ขอเป็นตัวอย่าง เคยจอดจักรยานไว้ข้างๆ ตึก (ไม่ได้จอดไว้ในห้องจอดจักรยาน เพราะรำคาญคนใช้จักรยานที่ไม่มีระเบียบและไม่คิดถึงจักรยานคนอื่น) จอดไว้เพียงวันเดียวเท่านั้น พบว่ายางทั้งสองล้อโดนเจาะ รู้สึกเจ็บปวดมาก รู้สึกแค้น บอกไม่ถูก ในใจก็คิดว่าทำไมต้องทำร้ายเราด้วย สนุกนักหรือที่มาเจาะล้อจักรยาน เราไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจหรือ เท่าที่ผ่านมาก็ระมัดระวังตัวและไม่เคยก่อความเดือดร้อนให้ใครเลย  แล้วก็คิดเลยเถิดต่อไปว่า ถ้าเจาะยางสนุก ทำไมต้องทำกับจักรยานเราด้วย จักรยานคันอื่นก็มีเยอะแยะ เราก็ไม่ได้จอดเกะกะไรมาก อุตส่าห์หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งในห้องเก็บจักรยานออกมาจอดข้างนอกก็ยังจะทำร้ายกันอีก  แล้วใครกันที่จ้องทำร้ายเรา แล้วมันจะจ้องทำร้ายอะไรเราอีก มีอะไรที่เราต้องระวังอีกบ้าง เจ้าความแค้นก็บอกกับเราว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คงจับคนผิดไม่ได้  ฟ้องร้องโวยวายไรไปก็คงไม่เกิดผล  คงไม่มีใครเห็นใจหรอก นี่ถ้าเราไปเจาะยางจักรยานชาวบ้านในห้องให้หมดเลยดีไหม ทุกคนจะได้ตระหนักว่ามีคนก่อการณ์ร้าย จะได้มีการระวัง  อีกใจก็เสียใจกับการกระทำที่ประมาทของตัวเองที่ชะล่าใจจอดจักรยานไว้ข้างนอกแบบนั้น ถ้าเราไม่จอดไว้ข้างนอก ก็คงไม่มีใครมาทำไรจักรยานเราได้

ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย  เห็นได้ว่า ความคิดคนเรานี้มันร้ายยิ่งนัก มันเป็นตัวทำร้ายเราดีๆ นี่เอง คิดแบบที่ว่านี้เป็นความคิดที่ไร้ประโยชน์ และยังมีโทษหนักหนาอีกต่างหาก ตอนนั้นเรียกสติกลับมาได้ จึงไม่ได้ไปเจาะยางจักรยานชาวบ้าน (จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้เป็นสติที่แท้จริง เป็นแค่โอตัปปะ หรือความเกรงกลัวในการทำความผิดว่าจะมีโทษที่ตามมาแก่ตัวเรา)

สติที่แท้จริงที่จะทำให้เราหลุดจากความทุกข์ได้นั้นคือรับรู้กับความเป็นจริง จักรยานโดนเจาะยาง เพราะเราประมาทเอง (ไม่โทษตัวเองไม่งั้นเดี๋ยวทุกข์ไม่จบอีก)   คนไม่ดีมีอยู่รอบตัวเราเป็นเรื่องธรรมดา ทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเราทุกข์หรือเสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ คนที่มาเจาะยางเราไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่าเราทุกข์แค่ไหน  หรือต่อให้เขาคิด เขาแกล้งด้วยเจตนาให้เราเป็นทุกข์จริงๆ แต่เรามีสติ ไม่เอาความทุกข์มาเก็บไว้ในใจเรา ก็ไม่มีใครมาทำร้ายจิตใจเราได้  ในขณะเดียวกันก็มองโลกในแง่ดีด้วย ตอนที่โดนเจาะจักรยาน ก็มีเพื่อนหลายคนเห็นใจ เพื่อนคนหนึ่งก็มาช่วยซ่อมจักรยานให้ด้วย  คนดีๆ ก็มีอีกมากมายในโลกนี้ เหตุการณ์นี้ทำให้เราเรียนรู้วิธีซ่อมจักรยานอีกต่างหาก

ดังนั้น คนที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากในความคิดของเราในที่นี้ คือคนที่เรียกสติกลับมาได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเป็นคนที่มีการฝึกจิตกันจริงๆ  ยิ่งฝึกฝนบ่อย เราก็จะทำเวลาได้ดีขึ้นเท่านั้น

บางครั้งเราอาจเรียกสติด้วยตัวเองไม่ได้ พอบ่นเล่าให้คนอื่นฟัง ก็มีคนชี้ทางมาให้เรา  บางทีเราก็ไม่เห็นอีก คือเห็นเหมือนที่เขาแนะนำมันแค่เป็นเรื่องในอุดมคติ ใช่ ถ้าทำใจได้ก็ไม่ทุกข์ ปัญหาอยู่ที่ว่าการทำใจไม่ใช่เรื่องง่ายนั่นเอง  แต่ความจริง คนที่ทำใจได้ คือคนที่มีสติจริงๆ  คนที่ทำใจได้ง่าย ก็คือคนที่มีการฝึกสติมานั่นเอง แน่นอน ว่าเรื่องแบบนี้แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน ขึ้นกับทักษะที่ฝึกฝนมา แต่ขอให้หมั่นฝึกฝนไว้ แล้วเราจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และปลดความทุกข์ไปจากใจเราได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

การฝึกสติคงทำได้หลายวิธี บางคนก็นั่งสมาธิ  (ส่วนตัววิธีนี้ไม่เคยทำได้เพราะขี้เกียจ :P)  ส่วนที่ช่วยอย่างนึงก็คือการออกกำลังกาย  ส่วนตัวแล้วคือการวิ่งที่ช่วยได้มาก  ทีแรกๆ ทำเพื่อสุขภาพ  ต่อมาทำเพื่อระบายอารมณ์เครียด (ทางวิทยาศาสตร์ เขาว่าร่างกายจะหลั่งสารที่ทำให้เรามีความสุข จึงคลายเครียดได้)  แต่ต่อมารู้ตัวว่าจริงๆ แล้วมันคือการฝึกสติอย่างนึง ระหว่างที่เราวิ่งไป เราก็มีสติว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว เริ่มเหนื่อย ก็มีสติรู้ว่าเหนื่อย บ้างก็จุก บ้างก็ปวดขา ก็มีสติรับรู้ ในขณะเดียวกัน ก็ฝึกความอดทน  ด้วยเราตั้งใจว่าจะไปให้ถึงจุดหมายที่วางไว้ เราก็ต้องไปให้ถึง บางทีจุกเสียดก็ทนวิ่งต่อไปเรื่อยๆ พยายามไม่เอาจิตไปอยู่กับความเหนื่อย ความเจ็บที่จุกเสียด แต่ทำจิตใจให้เบิกบาน ดูอย่างอื่นไปบ้าง วิ่งเหมือนไม่ได้รู้สึกว่าวิ่งอยู่ก็ทำได้ (เพราะว่าเราเอาจิตไปอยู่กับอย่างอื่น เช่น วิวสวย) เดี๋ยวสักพักมันก็ดีขึ้นเอง สุดท้ายเราก็ทำได้ตามจุดหมายที่วางไว้   ไอ้การไปมัวดูวิวไม่คิดว่าตัวเองวิ่งอยู่ บางคนอาจแย้งว่าไม่มีสติก็ได้นะ แต่จริงๆ ทุกย่างก้าวที่วิ่งเราก็ต้องมีสติในการก้าว ไม่งั้นอาจตกน้ำ หรือว่าเหยียบขี้หมาได้

ที่สำคัญ สุข หรือ ทุกข์ มันอยู่ที่ใจเราเท่านั้นเอง เราเอง เป็นคนก่อให้มันเกิดมา ถ้าเราไม่ทุกข์ คนอื่นจะมาทำให้เราทุกข์ไม่ได้ เขาอาจเหนี่ยวนำได้ แต่ถ้าเรามีสติ เราจะเรียกตัวเรากลับได้ และไม่ทุกข์กับมัน

ที่เขียนมายาวนี้ก็หวังว่าคงพอจะชี้ทางให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่กำลังมีความทุกข์ ไม่ว่าด้วยเรื่องอะไรอยู่จะได้รับข้อคิดดีๆ ที่อาจช่วยให้จัดการกับความทุกข์ตรงนั้นออกไปจากใจเราได้ไวๆ  โลกนี้มีคนไม่ดีมากมายที่อาจทำร้ายเรา แต่ที่สำคัญ เราอย่าทำร้ายตัวเองด้วยความคิดของเราเลยนะ

3 thoughts on “ไม่มีใครทำให้เราทุกข์ได้นอกจากตัวเราเอง

  1. เพิ่งเข้าใจเบื้องหลังที่พี่เมี่ยวลงวิ่งมาราธอน…

    อาจารย์เซนท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “บนความทุกข์มีความสุขเสมอเพียงแต่เราต้องหามันให้เจอ” อย่างกรณีตัวอย่างของพี่เมี่ยว พี่เมี่ยวก็ได้เห็นน้ำใจเพื่อนที่มาช่วยซ่อมจักรยาน และก็เลยได้วิชาติดตัวมาด้วย

    อาจารย์ท่านเดิมกล่าวต่อว่า “อย่างน้อยที่สุด ถ้ามันทุกข์จริงๆ มองไม่เห็นทางออก ก็แค่ลืมมันซึ่งๆ หน้า ไม่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ต้องเสาะหา การลืมมันจะทำให้จิตใจสงบสุขได้อย่างน่าทึ่ง”

  2. คำว่าสติมักมาพร้อมกับคำว่าสตังค์ ถ้าสติพัง สตังค์อาจจะหาย !

    • นัท จริงๆ แล้ว practical พี่ยังไม่ผ่านอ่ะ T_T พยายายามลองเปลี่ยนยางด้วยตัวเองแล้วยังไม่สำเร็จเลย ยากมาก ต้องลองอีกถ้ามีเวลาว่างๆ
      จริง ถ้าเราหาทางแก้ไม่ได้ ก็ทำใจกับมัน เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาของชีวิต อย่าไปเอามาใส่ใจเป็นอารมณ์ แล้วจะรู้สึกดีขึ้นทีเดียว
      ฆ้อน ใช่แล้ว เคยสติหายแล้วสตางค์หายไปบ่อยๆ เหมือนกัน ทำกระเป๋าตังค์หล่นหายบ้าง มือถือหายบ้าง แล้วถ้าช๊อปปิ้งอย่างไร้สติก็ไม่เหลือเหมือนกัน😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s