กิจกรรมอันยิ่งใหญ่ของฉัน

เมื่อสมัยพี่เป็นเด็กๆ พี่ก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ดูเหมือนเรียบร้อยคนนึงเท่านั้น (เหมือนตั้งใจเรียน เหมือนจะเรียนดี เหมือนจะไม่เกเร แต่ลับหลังแอบมีห้าว วิ่งไล่เตะเพื่อนชายที่มาคอยกวนประสาทบ้างอะไรบ้าง)  กิจกรรมเหรอ ไม่เคยทำ ไม่เคยได้เป็นหัวหน้าห้อง ไม่เคยได้เป็นเหรัญญิก อะไรทั้งนั้น เพื่อนก็ยังไม่ค่อยจะมีให้คบซะเท่าไร เอ..ชักยังไงๆ พี่ไม่ได้เลวร้ายอย่างนั้น ก็แค่เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยจะคุยอะไรกับใครก็เท่านั้น เลยไม่ค่อยมีเพื่อนก็เป็นธรรมดา

นอกจากนั้นสมัยมัธยม เท่าที่จำได้ก็มีเพื่อนสนิทบ้าง ไม่กี่คน คนอื่นๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครสนใจเรา แล้วเรา เมื่อไม่สนิทกะใคร ก็ไม่พูดกะใครซะงั้น ไม่รู้ใครหยิ่งกันแน่นะ ส่วนตัวพี่ก็คิดว่าเพื่อนๆ หยิ่ง อาจเห็นว่าพี่ไม่ได้เรียนเก่งขนาดจะเรียกมาใช้ประโยชน์ได้ แล้วก็ไม่ได้ดูมีกะตังค์พอไปวัดไปวากะเค้าได้ พี่เองก็เลยไม่ได้คิดว่าจะเป็นฝ่ายเข้าหาใคร (จริงๆ เพื่อนพี่อาจจะมองว่าพี่หยิ่งก็ได้)

ไม่รู้เป็นไร ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเพื่อนหรือยังไงก็ไม่รู้ เมื่อตอนที่เอ็นทรานส์เข้ามหาวิทยาลัยได้จู่ๆ ก็เกิดความตั้งใจขึ้นมาแปลกๆ ว่า เราจะต้องเป็นคนที่มีเพื่อนให้ได้ ต้องปฏิวัติตัวเองบ้าง ก็ทำไรบ้าๆ บอๆ บ้าง หัดที่จะพูดมากขึ้นบ้าง มีเพื่อนดีด้วยมั๊งก็ดึงๆ เรา ไม่รู้สึกว่าการมีเพื่อนเป็นเรื่องยากอีกต่อไป

ด้วยความที่พี่ปฏิวัติตัวเองตั้งแต่นั้นมา พี่ก็เลยอาจจะมีข้อดีกว่าพี่น้องในบ้านหน่อย ที่ดูเหมือนเป็นคนที่เข้าสังคมได้ง่ายกว่าคนอื่น มีเพื่อนให้เรียกใช้ ปรึกษาได้มากกว่าใครๆ ในบ้าน ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนในบ้านรำคาญบ้างเวลาเพื่อนๆ โทรหา เพราะชาวบ้านเขาไม่มี แล้วแม่ก็ชอบบ่นว่าไปมหาวิทยาลัยก็เจอกันทุกวัน ทำไมจะต้องคุยโทรศัพท์อีก

ถึงแม้สมัยนั้นจะมีเพื่อนมากมาย พี่เองก็อยากจะทำกิจกรรม แต่ก็ไม่เคยได้เข้าทำกิจกรรมอะไรกับเขาเลย เพราะพี่เองมีข้อจำกัดทางบ้าน ที่ต้องช่วยงานบ้านเสมอ พี่กลับดึกไม่ได้ เรื่องเรียนก็เอาตัวไม่ค่อยจะรอด เพราะต้องช่วยแม่เรื่องงานบ้าน บางครั้งก็มีบ้างที่ไม่ได้นอน และต้องไปเรียนซะงั้น คิดๆ ดูแล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนทำได้ยังไง ตอนนั้นคิดแต่ว่าถ้าเราไม่ทำ แม่ก็ต้องทำ และแม่ก็ทำมากเกินพอแล้ว คิดแต่ว่าถ้าเราทำได้ ก็จะขอทำเองเสียดีกว่าให้แม่ลำบาก คงเป็นอย่างที่เขาว่า ถ้าเรามีความฝัน จะก่อให้เกิดความตั้งใจ แล้วก็มีแรงมหาศาล ที่ทำให้เราทำสิ่งที่เราไม่คาดคิดว่าจะทำได้สำเร็จให้สำเร็จได้  ไม่รู้ยังไง พี่ก็เรียนหนังสือแบบไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไร ที่จำได้ก็อ่านไปได้สองบรรทัด ก็ต้องลุกขายของบ้าง ทำโน่นทำนี่บ้าง แล้วก็มานั่งหาที่อ่านค้างไว้ แล้วก็มีโน่นมีนี่มาขัดตลอด บางทีก่อนสอบจริงๆ ก็ต้องอดหลับอดนอนอ่านทั้งคืน ไม่งั้นคงสอบตก ไปๆ มาๆ ก็ผ่านมาได้ ไม่ได้ดีเท่าไร แต่เราก็เหมือนตามฝันเรามาได้

ตอนเริ่มๆ ป.เอกก็ไม่ค่อยได้มีเวลาว่าง เพราะวันหยุดทั้งหลายก็หมดไปกับการทำงานบ้าระห่ำของเรา ที่บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเราทำบ้าอะไรอยู่นะเนี่ย  ที่น่าตลกก็คือจะได้มาทำกิจกรรมจริงๆ ก็ตอนปลายๆ ปริญญาเอก  พี่เริ่มมารู้ตัวก็ตอนที่เข้าไปพัวพันกับไอ้ “แก๊งส์เด็กนัก(ไม่)เรียน” นี่สิ  มันมีกิจกรรมตลอดเวลาไม่ได้หยุดเลย

ด้วยกิจกรรมที่ว่าบวกกับความชอบทำกับข้าว และอาหารไทยแบบง่ายๆ  ทำให้เราได้รับตำแหน่งเป็นแม่ครัวประจำกลุ่ม เป็นความสนุกและความสุขไปอีกแบบ  ต่อมาก็มีเรื่องคาดคิด ว่าจะได้เป็นหัวหน้าหน่วยกิจกรรมอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาจริงๆ

มันไม่น่าเชื่อ ไม่อยากจะคิดว่าเราจะทำได้ แต่ด้วยความที่พี่มีน้องๆ ในแก๊งส์ที่มันเป็นนักไม่เรียนนี่สิ  น้องๆ ทุกคน ดูจะคล่องแคล่วไปกับกิจกรรมเสียหมดจริงๆ จนความกังวลใจของพี่หายไป เพราะพี่มีความมั่นใจในตัวน้องๆ ทุกคน ที่สำคัญ รู้สึกประทับใจมาก จากการที่เห็นไอ้เด็กเวรพวกนี้ที่เคยเวิ่นเว้อไม่ได้หยุดหย่อน มันทำตัวจริงจังกะเขาเป็น มีความคิดเป็นเรื่องเป็นราวกับเขาขึ้นมาจริงๆ แล้วแต่ละคนก็ทำหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายได้ดีทีเดียว  ตั้งแต่หลังประชุมเป็นต้นมา ตลอดทางบนรถไป จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน ดูทุกคนยังคงมีแรงที่จะขบคิดกับปัญหา และงานที่เราจะต้องทำให้ไปถึงจุดมุ่งหมายของเรากันทั้งนั้น

แน่นอน กับการจริงจังกับอะไรในชีวิต คงหนีไม่พ้นกับการที่จะต้องมีข้อขัดแย้งบ้างทางความคิด แต่นั่นคือข้อดี เพราะเราได้เห็นมุมมองหลายๆ มุม จากหลายๆ ความคิด พี่ไม่คิดว่าความขัดแย้งในเรื่องงาน จะทำให้เราพี่น้องที่รักกันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันจะมาขัดเคืองขุ่นใจกันได้  พี่เองประทับใจอย่างบอกไม่ถูกที่น้องๆ ทุกคนได้ร่วมมือช่วยเหลืออย่างจริงจัง  ณ จุดจุดนี้ จากคนที่ไม่เคยทำกิจกรรมอย่างพี่ ได้มองเห็นประโยชน์ และเข้าใจการทำกิจกรรมอย่างแท้จริงว่าคนทุกหน่วยในกิจกรรมนั้นเหมือนเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีความสำคัญในการทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนไปได้จริงๆ ขาดใครสักคนก็คงเดือดร้อนกันไม่น้อย  แม้ว่าตรงนี้อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น…

6 thoughts on “กิจกรรมอันยิ่งใหญ่ของฉัน

  1. ขนลุกขึ้นมาเล็กๆเลย ^^
    จริงแหละครับที่ถึงเวลางาน การประชุมมีข้อไม่ลงรอยกันบ้าง แต่เป็นความแตกต่างทางประสบการณ์ของแต่ละคนๆที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งแหละครับ แต่นั่น ก็เป็นกุญแจสำคัญสำหรับคำตอบสุดท้ายด้วยเช่นกัน

    เหมือนอย่างที่เค้าว่าไว้ว่าบนกระดานหมากรุก มีหมากชนิดเดียว ชนะไม่ได้หรอกนะ

  2. เท่าที่อ่าน ผมว่าพี่เมี่ยวได้ทำกิจกรรมมาเยอะกว่าคนอื่นอีกนะพี่ มากกว่าผมอีก เพราะตลอดที่เรียนมหาวิทยาลัยมาผมไม่ได้ทำ “กิจกรรมที่เป็นชีวิตจริง” เหมือนที่พี่เมี่ยวทำเลย (คือ มีภาระรับผิดชอบ ต้องช่วยงานที่บ้าน etc) ผมได้ทำแต่ “กิจกรรมจำลอง” แทน ซึ่งทั้งสองก็เหมือนโมเดลสองอย่างที่แตกต่างกันนะครับ ไว้ว่างๆ คุยกันอีกพี่ ขอบคุณที่แชร์เรื่องราวครับ คงจะ inspire น้องๆ ได้ไม่น้อย🙂

  3. อ่านจบแล้ว อยากขอกอดพี่เมี่ยวนาน ๆ🙂
    (พี่ทำให้ผมนึกถึงหลาย ๆ คนที่ผมประทับใจมาก ไม่ว่าจะเป็นแม่ น้องสาว รวมถึงน้องเกรซเดอะสตาร์หก)

    ปล. ขอบคุณสิ่งใด ๆ ก็ตาม ที่ทำให้ได้มารู้จักกับพี่น้องเพื่อนทุกคนในแก๊งนี้

  4. ไลค์ค่ะ :)เจี๊ยบว่าพี่เมี่ยวไม่เห็นดูหยิ่งเลย

    ใครคือหมูกรอบคะ ?

  5. มีความสุขค่ะ อ่านแล้วยิ่งมีความสุข ไม่ว่าจะยังไงมีอะไรให้ช่วยยินตลอดเวลา พร้อมรับบัญชา เรื่องผิดใจกับเรื่องถูกใจมันใกล้กันนิดเดียว รักพี่น้องกลุ่มนี้ทุกคนค่ะ ขอยืนยันว่าการที่มีพี่มีน้องกลุ่มนี้ทำให้รู้สึกชีวิตมีความสุขขึ้นมากๆ ประเทศนี้น่าอยู่ขึ้นอีกมากจริงๆ ต้องขอกอดพี่เมี่ยวนานๆเหมือนน้องหมูกรอบอีกคน เอาให้พี่เมี่ยวตัวแบนไปเลยยยย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s