เราทุกคนชอบเขียน

.

.

สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดกับคุณหรือไม่?

ปลาบปลื้มดีใจที่ได้รับโปสการ์ดจากเพื่อน มากกว่าที่เวลามันกลับมาแล้วเล่าให้เราฟังด้วยข้อความเดียวกันเป๊ะ

เฝ้ารอให้คนเขียนคอมเม้นท์ status ใน facebook มากกว่าที่จะให้แต่ละคนบอกออกมาเป็นคำพูดเลย

หรือได้รับ sms สั้นๆ กลับได้อารมณ์พลุ่งพล่านกว่าคุยโทรศัพท์กันยาวๆ

ถ้ามันเกิดขึ้นกับคุณ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะมันเกิดขึ้นกับเราทุกคน นั่นแสดงว่าจะโดยรู้สึกหรือไม่รู้สึกตัวก็ตามที เราต่างก็ติดการอ่านและการเขียนอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ติดอย่างกับยาเสพย์ติดเลยก็ว่าได้ เพราะมันมีทั้งการอยากได้รับอย่างต่อเนื่อง ขาดไม่ได้ มีอาการตั้งตารอคอย ลงแดง ไปจนถึงอาละวาด

ทำไมเป็นอย่างนั้น?

วันก่อนได้สนทนาธรรมกับ เจ๋ง ซูม และมิ้น เรื่องนี้ เราพบว่าสาเหตุหลักๆ อย่างหนึ่งก็คือ

การเขียน เป็นหลักฐานทางความคิดของผู้เขียน ณ ขณะที่เขียนนั้น เป็นผลรวมของความนึกคิด + อารมณ์ + มุมมอง + วุฒิภาวะ + สภาพจิตใจ + ความเป็นตัวตนของคนคนนั้น ที่กลั่นออกมา “ณ ขณะนั้น”

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ “คิดถึงจัง” จากคนสองคนกลับให้ความรู้สึกต่างกันสิ้นเชิง อย่าว่าแต่ประโยคเดียวกันนี้จากคนคนเดิมแต่เขียนมาต่างเวลา น้ำหนักและคุณค่าของมันก็ยังต่างกันเลย

และการที่ธรรมชาติของการเขียนมีสถานะเป็น “หลักฐาน” ไม่หาย ไม่สลายไป เราในฐานะคนอ่านหรือคนที่ได้รับข้อความนั้นๆ จึงชอบและติดมันโดยปริยาย

แต่น่าเสียดายที่โลกเร่งด่วนสมัยนี้ทำให้ “ความติด” ที่มีต่อการอ่านและการเขียน ไม่ค่อยที่จะได้รับการขยายผลมากเกินไปกว่าคอมเม้นท์สั้นๆ หรือโพสต์ข้อความกันตามชุมชนออนไลน์

ความจริงก็คือ คนเรามีเวลาน้อยลง ทว่าเราไม่ได้เขียนน้อยลง และไม่ได้อ่านน้อยลง เพียงแต่เราทำมันสั้นขึ้น เร็วขึ้น

และในเมื่อมันสั้นขึ้น เร็วขึ้น เราจึงมีโอกาสได้คิดไตร่ตรองน้อยลงด้วย

สำหรับผม รู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก

.

.

ผมเริ่มบันทึกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย สิ่งที่คิดในตอนนั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้น รวมทั้งบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ว่าตอนนั้นคิดอย่างไร ผ่านมันด้วยอารมณ์ไหน และเรียนรู้จากมันได้อย่างไร

เรื่องราวเหล่านั้น หากไม่บันทึกไว้ผมไม่อาจจะจำได้เลยเมื่อเวลาผ่านไป แน่นอนว่าประสบการณ์ต่างๆ เมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวก็ย่อมจะอยู่ในตัวเราสักแห่ง ในความคิด ในความรู้สึก เพียงแต่มันอาจจะอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ ซึ่งหากเราไม่คอยจัดมันไว้ วันหนึ่งเราอาจจะมองเข้าไปในตัวเองและไม่รู้ว่าจะเริ่มทำความรู้จักตัวเองจากตรงไหนก็ได้

ผมเชื่อเสมอว่าการเขียน ไม่เหมือนการพูด คนที่ระมัดระวังคำพูดที่สุดเวลาพูดก็อาจจะคิดก่อนสองครั้ง แต่กว่าคนเราจะเขียนอะไรลงไปอย่างหนึ่งเราคิดประมวลในหัวอยู่ไม้รู้กี่ชั้น เมื่อเขียนแล้วยังอ่าน อ่านแล้วยังแก้ไข ไม่รู้กี่รอบ

มีคนกล่าวว่า คนเราสามารถเรียนรู้เข้าใจโลกได้ด้วยการเขียนบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง และอาจจะเข้าใจชีวิตได้มากกว่าคนที่เดินทางไปทั่วโลกโดยไม่ได้จดบันทึกอะไรเลยก็ได้ เพราะการเดินทางทางจิตวิญญาณย่อมสำคัญกว่าการเดินทางทางร่างกาย

เช่นกัน คนเราสามารถรู้จักและเข้าใจคนคนหนึ่งจากสิ่งที่เขาเขียนได้ และอาจจะเข้าใจเขามากกว่าการได้ใช้เวลาร่วมกับเขาทั้งชีวิตก็เป็นได้!!

ผมสนิทกับเพื่อนคนหนึ่งมาก เป็นเพื่อนที่เรียนธรรมศาสตร์ด้วยกัน เตะบอลด้วยกัน พูดคุยถูกคอ แลกเปลี่ยนความเห็นหลายเรื่อง เมื่อผมต้องเดินทางมาอยู่ฝรั่งเศส ไม่ได้เจอหรือได้เล่นกันอีกเลย เราตกลงว่าจะเขียนอีเมล์ยาวๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางความคิด (เลียนแบบวินทร์ เลียววาริณ กับปราบดา หยุ่น) ก่อนที่ต่อมาจะเขียนเป็นบล็อกแลกเปลี่ยนกัน แม้ทำได้ไม่ตลอดรอดฝั่งแต่ผมกลับรู้สึกสนิทกันและเข้าใจความเป็นตัวตนของกันและกันมากขึ้นอย่างมาก

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ใกล้ตัวมากขึ้น หากผมไม่เคยได้อ่านบล็อกของมิ้นและมิ้นไม่เคยอ่านบล็อกของผมเลย เชื่อว่าป่านนี้อาจจะยังคงลองคบ ลองเรียนรู้กันอยู่เลยก็ได้ เพราะคงเข้าไม่ถึงแก่นของความคิดกันเสียที

.

.

ชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่ผมรู้จักผู้คนที่หลากหลายทางความคิดมากที่สุด มีเพื่อนหลายรูปแบบมากที่สุด ผมเคยคิดเสียดายอยู่เสมอว่าสิ่งที่เรียกว่า “บล็อก” เกิดขึ้นในโลกช้าไป จนผมกับเพื่อนที่สนิทกันมากๆ ไม่ทันได้ใช้มันเพื่อทำความรู้จักกันทางความคิดมากกว่านี้ (สมัยนั้น เรายังเขียนบันทึกกันในสมุด ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะนำมาให้คนอื่นอ่าน)

สิ่งที่ติดค้างในความรู้สึกนี้ จึงถูกนำมาทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ณ rue.des.paquis.25 ซึ่งเป็นที่ที่ผมได้พบกับผู้คนที่ “หลากหลาย” อีกครั้ง เมื่อตอนเริ่มต้น ผมไม่คิดว่าหลายคนจะเขียนจริงจังและ “ส่งการบ้าน” กันอย่างคึกคัก ด้วยไม่แน่ใจว่าทุกคนจะมีเวลา “เล่น” กับผม แต่สิ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ทุกคนชอบเขียน” และ “ทุกคนชอบอ่าน”

และผมเชื่อว่าหลายๆ คนในที่นี้คงรู้สึกเหมือนกันว่าเมื่อได้อ่านสิ่งที่แต่ละคนเขียนออกมา เรารู้สึกสนิทกันมากขึ้น และเข้าใจกันมากขึ้นจริงๆ

แต่ถ้ายังไม่รู้สึกเช่นนั้น ลองกลับไปอ่านบล็อกของแต่ละคนอีกสักสองสามรอบ หรือไม่ก็ลงมือเขียนเองต่อเลยก็คงจะดีไม่น้อย

เพราะขอสารภาพตามตรงว่าผมชอบมากที่ได้รู้จักทุกคนที่นี่ และเริ่มสนิทกันเชิงลึกมากขึ้นแบบนี้

และยินดีที่ได้รู้จักเพิ่มขึ้นล่วงหน้าครับ

.

.

7 thoughts on “เราทุกคนชอบเขียน

  1. ถึงจะรู้ว่าโดนนัตหลอกให้เขียนบล๊อกก็ยังเขียน คงเพราะ “เราทุกคนชอบเขียน” จริงๆ น่ะแหละ -__-

  2. และเป็นการกระตุ้นให้อยากเขียนต่อไปอย่าชาญฉลาดจริง ๆ🙂

  3. และเป็นการกระตุ้นให้อยากเขียนต่อไปอย่างชาญฉลาดจริง ๆ🙂

  4. บางทีสิ่งที่อยู่ลึกๆกว่านั้น ข้างใต้ “เราทุกคนชอบเขียน” คือ “เราอยากให้สิ่งที่เราเขียนถูกอ่าน”มากกว่า ข้อเรียกร้องและโหยหาอย่างดิบๆของมนุษย์เราๆ สุดท้ายแล้วก็คงแค่ไม่อยากยืนคุยกับกำแพงโดยมีเพียงเสียงตัวเองสะท้อนกลับมา ลึกๆแล้วมนุษย์เราไม่ได้กลัวความตายของกายหยาบหรอก แต่กลัวความตายของอัตลักษณ์มากกว่า…

    …และกลายเป็นอีกหนึ่งคำตอบอันน่าพึงพอใจว่าเราจะอยู่ไปทำไม

    อำพันงามเม็ดนี้ผมคงเก็บใส่หีบไว้เป็นอย่างดีครับ…

  5. “สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดกับคุณหรือไม่?
    ปลาบปลื้มดีใจที่ได้รับโปสการ์ดจากเพื่อน มากกว่าที่เวลามันกลับมาแล้วเล่าให้เราฟังด้วยข้อความเดียวกันเป๊ะ
    เฝ้ารอให้คนเขียนคอมเม้นท์ status ใน facebook มากกว่าที่จะให้แต่ละคนบอกออกมาเป็นคำพูดเลย
    หรือได้รับ sms สั้นๆ กลับได้อารมณ์พลุ่งพล่านกว่าคุยโทรศัพท์กันยาวๆ” อันนี้ไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะพี่ว่าพี่ดีใจที่ได้เจอเพื่อนมากกว่าอ่านโปสการ์ด แต่คิดว่าการเขียนดีตรงที่เราอ่านตอนที่เราพร้อมจะอ่านไง มันเลยเหมือนอารมณ์เราเปิดกว้างตอนนั้น แต่ถ้าเพื่อนมันมาหาหรือโทรมา ณ เวลาที่เราไม่ค่อยสะดวก อาจไม่ดีเท่ากับตอนที่เข้าไปอ่านเวลาที่เราสะดวกมากกว่าน่ะ อีกอย่างการเขียนมันทำให้เราอ่านแล้วอ่านอีกได้ คำพูดที่ลอยมา ผ่านแล้วก็ผ่านไป สุดท้ายก็ลืมเลือนนั่นแหละ

  6. เห็นด้วยกับท๊อป เหมือนกับคนตรีและงานศิลปะ เมื่อเราเขียนอะไรก็อยากให้คนอ่านและแลกเปลี่ยนความเห็นประสบการณ์กัน แม้แต่คอมเม้นท์สั้นๆ เราก็ยังอยากให้คนอ่านและเม้นท์ต่อๆ กันไป (ชอบมากเวลาเห็นตั้มเม้นท์กัดกับพี่ป้องที กับเจี๊ยบที ใน fb แต่ละครั้งยาวสามหน้าและมักออกทะเลไปเรื่องอื่น) และเมื่อเราชอบให้คนอ่านที่เราเขียน เราจึงหยุดเขียนบล็อกกันไม่ได้(ฮา)

    พี่เมี่ยว ผมเองก็เช่นกัน ผมก็ดีใจเวลาเจอพี่เมี่ยวตัวเป็นๆ มากกว่าอ่านคอมเม้นท์พี่ครับ🙂 ที่ผมเขียนเรื่องโปสการ์ด พยายามจะสื่อเฉพาะเนื้อหาของโปสการ์ดเรื่องไปเที่ยวเท่านั้น (คือฟังเรื่องที่เพื่อนเล่าในโปสการ์ดเรามักรู้สึกปลื้มกว่าฟังเรื่องเดียวกันเวลาเพื่อนกลับมาจากเที่ยวแล้ว เพราะโปสการ์ดมีมิติที่ว่าเพื่อนส่งให้เราแสดงว่าคิดถึงเราด้วย และยังได้เก็บเป็นที่ระลึกอีก เหมือนกับว่าเราเป็นคนสำคัญ แต่กลับมาเล่าให้ฟังก็งั้นๆ มันก็เล่าให้ทุกคนฟังนั่นแหละ เราเลยไม่ได้ปลื้มเป็นพิเศษ) แต่ถ้าจะรวมประเด็นถึงการได้เจอหรือไม่ได้เจอกัน ผมก็เลือกที่จะเจอกันกับเพื่อนเหมือนพี่เมี่ยวแหละครับ ผมลองกลับไปอ่านแล้วประโยคผมคงสั้นไปเลยอ่านแล้วสามารถแปลความได้อย่างที่พี่เมี่ยวเข้าใจได้เช่นกัน

  7. แต่บางความคิดมันก็เขียนไม่ได้นะพี่นัด เพราะถ้าเขียนอาจมีตาย ฮ่าๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s