ขอโม้

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ขี่จักรยานระยะทางไปกลับหกสิบกิโลเมตร ภายใต้อากาศที่ต่ำกว่าติดลบสิบองศา ผมดีใจที่ได้มีโอกาสทำอะไรเช่นนี้ หนึ่งเพราะมันเป็นประสบการณ์ที่แม้เหนื่อยแต่ก็สวยงาม สองเพราะมันทำให้ผมได้มาเขียนโม้ในบทความนี้

มันเริ่มจากว่าเพื่อนๆที่โรงเรียนชวนกันไปฉลองวันเกิดของเพื่อนสองคนที่บ้านพักตากอากาบนเนินเขาในเขตประเทศฝรั่งเศส ไปวันเสาร์ กลับวันอาทิตย์ ห่างจากตัวเมืองเจนีวาออกประมาณสามสิบกิโลเมตร ระหว่างที่ทุกคนกำลังถกกันถึงว่าใครจะขึ้นรถใครไป เพื่อนผมที่ชื่อโลวิสก็ได้บอกว่าเขาจะขี่จักรยานไป เขาหันมาชวนผม

ผมลังเล….ระยะทางสามสิบกิโลเมตรที่มีขึ้นลงเขาปะปนอยู่ด้วยนั้นเป็นไปได้แน่ถ้าจะขี่ และวิวก็น่าจะสวยไม่เบา แต่มีความกลัวหลายข้อที่ผุดขึ้นมาในหัวผม หนึ่งมันหนาวมากซึ่งอาจทำให้เป็นตะคริวหรือไม่สบายได้ สองผมกลัวว่าจะเหนื่อยและปาร์ตี้คืนนั้นไม่สนุก สามถนนลื่นเพราะอาจจะมีหิมะหรือน้ำแข็ง

เพื่อนๆทุกคนให้ความเห็นการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่บ้ามาก เพราะเหตุผลเหมือนข้อหนึ่งและสามของผม บวกกับกลัวว่าเราสองคนจะหลงทางเพราะที่จะๆไปนั้นเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ

แต่โลวิสมีทีท่าเหมือนกับว่าเขาจะทำอะไรที่เป็นเรื่องปกติสุดๆ และไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้น เมื่อเพื่อนๆหลายคนถามว่าหนาวและไกลขนาดนั้นจะปั่นไปได้ไง โลวิสตอบสั้นๆง่ายๆว่า “ปั่นไงล่ะ”

อาจจะเป็นคำตอบสั้นๆง่ายๆนี้ที่ทำให้ผมตัดสินใจปั่นไปกับเขา อีกอย่างคือจักรยานที่โลวิสขี่นั้นน่าจะเข้าข่ายคำว่าบุโรทั่ง ส่วนของผมนั้นเป็นเสือภูเขาที่จัดอยู่ในสภาพใหม่ทีเดียว ผมจึงบอกตัวเองว่าถ้าโลวิสเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ทำไมผมไม่ลองทำมันดูล่ะ

และแล้วผมก็ตัดสินใจร่วมทางไปกับเขาด้วยการ ปั่น

อย่างไรก็ดี เราก็ไม่ใช่คนบ้าสองคนที่อยู่ดีๆจะขี่ไปซะอย่างนั้น เรามีการเตรียมการณ์กันเป็นอย่างดี เราศึกษาแผนที่ รู้ว่าต้องเลี้ยวตรงไหนบ้าง มีการพูดคุยว่าต้องเตรียมการกันหนาวอย่างไรบ้าง มีหมวกกันน็อก และเตรียมจักรยานให้อยู่ในสภาพพร้อม รวมทั้งก่อนออกก็ได้กินมะนาวสดๆไปคนละครึ่งลูกเพื่อกันป่วย

ถึงเวลาปั่นจริงก็ไม่ได้หนาวขนาดนั้นเพราะร่างกายอุ่นจากการออกแรงปั่น ยิ่งพอถึงช่วงที่ออกจากตัวเมืองไปแล้วก็เป็นช่วงขึ้นเขาต่อเนื่องจนห่างจุดหมายประมาณหกกิโลเมตร การปั่นขึ้นเนินติดต่อกันเป็นชั่วโมงนั้นคงยากกว่านี้มากถ้าหากไม่มีทิวทัศน์ของ ทุ่งหญ้า ภูเขา บ้านเรือน ถนน ต้นไม้ ที่ล้วนถูกปกคลุมด้วยสีขาวของหิมะ อีกทั้งการหยุดกลางทางเพื่อกินแซนด์วิชเเละดื่มเบียร์ก็ช่วยเพื่มพลังอีกมิใช่น้อย

ถึงตอนนี้ขอโม้ถึงโลวิสสักหน่อย เขาได้แสดงให้ผมเห็นว่าการขี่จักรยานครั้งนี้ที่ผมถึงกับเอามาเขียนโม้เป็นบทความนั้นเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยจริงๆสำหรับเขา ตอนที่แวะซื้อของทีซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อนออกจากตัวเมือง เขาได้ซื้อผักผลไม้จำนวนมากเพื่อเอากลับบ้านในวันถัดไป (เพราะว่าวันอาทิตย์ทุกอย่างที่เจนีวาปิดหมด) อีกทั้งเบียร์และไวน์อีกหลายขวดที่เราแชร์กันซื้อสำหรับปาร์ตี้ นี่ยังไม่รวมเสื้อผ้าและถุงนอนที่อยู่ในเป้อยู่แล้ว  ผมบอกเขาว่าไม่ต้องซื้อเยอะขนาดนั้นก็ได้เพราะมันหนัก แต่เขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา และทั้งทางเขาก็ไม่มีปัญหาจริงๆ แม้ว่าจักรยานของเขาจะเป็นจักรยานแข่งบุโรทั่งที่ล้อบางนิดเดียวและเกือบไม่มีดอกยาง เขาก็ผ่านถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาไปอย่างสบายกว่าผมที่ขี่เสือภูเขาพร้อมยางที่เข้าข่ายออฟโรด หลายครั้งที่เขาต้องหยุดรอผมที่หอบแฮ่กๆตามมา สองครั้งที่เขาหยุดรอเขาจุดบุหรี่สูบหน้าตาเฉย!

และแล้วก็ขอโม้ว่าพอไปถึงแล้วก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมาย ยังมีแรงออกไปเดินเล่น วิ่งเล่นและไถลเล่นบนเลื่อนหิมะกับเพื่อนๆที่นั่งรถยนต์มา และจากนั้นก็ปาร์ตี้อย่างสนุกสนานไม่ได้หมดเรี่ยวแรงอย่างที่กลัวไว้ตอนแรก แม้ว่าขากลับจะเหนื่อยกว่าเดิมอีกหน่อย แต่ก็กลับมาถึงเจนีวาอย่างไม่มีปัญหา

บ้านที่ไปอยู่คืนนั้นสวยและอบอุ่น ธรรมชาติที่ล้อมรอบงามจนสามารถไปโม้ต่อเป็นอีกหนึ่งบทความได้ ผมเชื่อว่านักเรียนดนตรีทั้งสิบห้าคนที่ไปค้างคืนคืนนั้นมีได้มีเวลาที่ดีมากๆร่วมกัน แต่ผมกับโลวิสได้มีประสปการณ์ที่พิเศษกว่าอีกสิบสามคนที่นั่งรถไป เริ่มตั้งแต่ที่เราเปิดกูเกิ้ลแมพส์เพื่อศึกษาทาง จนไปจบที่ตอนเตะขาตั้งจักรยานลงเมื่อกลับถึงบ้าน

3 thoughts on “ขอโม้

  1. น่าสนุกดี แต่ก่อนเคยอยากทําแบบนี้เหมือนกันแต่ลงท้ายมักจะขี้เกียจเสียก่อน ปีนี้อากาศดีเมื่อไหร่ไปขี่จักรยานเที่ยวกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s