ฮีโร่ของฉัน คือ “คุณ” นั่นเอง ^__^

แบ่งปัน Diary นี้ มา ให้ แด่ ATSS กัลยาณมิตรของเพ็ญค่ะ

ไม่ ค่อย กล้า เขียน ใน Rue Des Paquis 25 เท่าไร ค่ะ เพราะ ไม่รู้ว่า เรื่องที่เขียนไป จะ เกี่ยวกับ ทุกคนป่าว
ที่ผ่านมาเลยไม่ได้ โพสตฺอะไร ^_^กลัว่าจะไป รก บล๊อกเค้าป่าวๆ ค้าบ ^_^”””

แต่พอดีช่วงที่ผ่านมาเพ็ญ ได้มีโอกาส เจอกับบททดสอบ อีกครั้ง ของชีวิต
มีโอกาส ได้ตกผลึกความคิดอะไร บางอย่าง

หยิบประสบการณ์และข้อคิดอะไร หลายๆอย่างมาจากหลายที่ หลายๆ ช่วงเวลา
พอดี ครั้ง นี้ ช่วงเวลา ที่ หยิบมาเป็น ส่วนประกอบ ใหญ่ เกิด ขึ้นที่ สวิสนี้เอง
และ มี สมาชิก หลายคน ใน Rue Des Paquis ที่เพ็ญ เรียกได้ว่าเป็น กัลญาณมิตรที่ดีของเพ็ญอยู่ที่นี้ ด้วยก้เลย อยากเอามา แบ่งปัน และ ถือโอกาส ขอบคุณไปด้วยในตัวค่ะ

เชื่อว่า ทุกๆคนก็ต้องเคย ประสบพบเจอ กับความทุกข์ใช่ไหม ค่ะ ไม่ว่าจะทุกข์ เรื่อง อะไร การงาน การเงิน ครอบครัว ความรัก และเพื่อน
แต่เชื่อว่า สาเหตุ หลักๆ คงน่าจะมีรากฐานมาจากสิ่งเดียวกันคือ

“สิ่งที่คุณ หวัง หรือ อยากที่จะให้มันเป็น ไม่ได้ หรือ ไม่ได้ เป็น อย่างที่คุุุุณหวังเอาไว้”

ฉันเองก็ เช่นกัน ค่ะ เป็น มนุษย์ ธรรมดา ก็มีความทุกข์

ความทุกข์นั้น ก็มาเป็น ระยะระยะ สัพเพเหระ
บางช่วง ทุกข์ เรื่อง งาน เรื่อง เรียน เรื่องอนาคต เรื่อง คน เรื่อง ความรัก บนๆกันไป

ตลอดเวลาก็พยายามจะ หาทางที่จะ พ้น ไปจากความทุกข์นี้

เนื่องจากเป็นคน ชอบคิด แก้ปัญหา ไม่ยอมแพ้ต่อปัญหา หรือุปสรรคง่าย
เวลาเจอกับปัญหา ที่เขามาชน หรือมา ท้าทาย เลย มักจะไม่ยอมยอมแพ้มันง่ายๆ
พยายาม หาเหตุผล หาที่บกพร่องมา ปรับปรุงตัวเอง หรือ ที่ๆ คิดว่าน่าจะเป็น ต้นเหตุก่อน
คือเป็น ประเภท ไม่อยากปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม
ไม่ว่าเรื่องไหนๆก็ตาม

แต่พอใช้ชีวิต แก่ขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผ่านเรื่อง หรือปัญหา ต่างๆมามากขึ้น
เราทุกคนก็มักจะต้องพบเจอกับ เรื่องบางเรื่องที่ แม้ว่าจะแก้ไขมันอย่างไร
ปรับปรุงตัวเองให้ ดีขึ้น อย่างไร

แต่ดูเหมือน อะไรอะไร มันก็ไม่มีทีท่าที่จะดีขึ้นเลย

อีกหนึ่งบทเรียนที่ เรียนรู้ มัน ด้วยเวลา

บทเรียนนั้น คือ

บางครั้งหลังจากที่เราได้พยายามทำทุกๆอย่าง อย่างดีที่สุดสุดความสามารถของเราแล้ว
แต่ผลที่ออกมา มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังไว้

บางที่สิ่งที่ยากที่สุด ในการที่เราจะ  “ทำ” ต่อไปคือ
 คือ “การไม่ทำอะไรเลย”  อยู่เฉยๆ และรู้จักที่จะ “ปล่อยวาง”บ้าง

ทางธรรม ท่าน คงจะเรียกสิ่งนี้ว่า “อุเบกขา”

แปลกนะค่ะ เรื่อง่ายๆที่เรา ถูกพูด พร่ำสอนกรอกหู มาตั้งแต่ ประถม
เรื่อง เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา

ภาคทฤษฏี ดูท่องเอาท่อง เอา สอบพระพุทธศาสนา ทีเราก็ ผ่านได้เกรดดีทุกที
แต่ พอมาถึงภาคปฏิบัติ พวกเราหลายๆ คนกลับ ตกม้าตากันเป็นแถวๆ

ฉันก็ด้วยคนหนึ่ง ซึ่ง พอมาถึงอุเบกขาแล้ว กลับทำไม่ได้
ในหลายๆเรื่อง ทั้ง การงานบางอย่าง ปัญหา  และบางครั้ง ไปถึง เรืองความรัก

กับฉัน มันช่างอยากเหลือเกิน กับคนที่ จบหมอ มา อาชีพที่ถูกปลูกฝั่งมา ตลอด ว่าให้เป็น 
“ผู้ให้”   แต่ จริงจะว่า หมอ ให้ แบบ ไม่ หวังสิ่ง ตอบแทนก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะค่ะ

หมอ ให้ แล้ว ก็ หวังผลตอบแทนนะค่ะ จะบอกให้

หมอทุกคนหวัง อยากจะให้  ”คนไข้ที่มาดูแลรักษา กับ เราหายดี’  นั้น เป็นความหวังของหมอที่มีต่อคนไข้ทุกคน

ตามความเห็นของฉัน หมอ นั้นมี

“เมตตา”  ไม่อยากเห็นคนอื่นเป็นทุกข์
“กรุณา” อยากเห็น และ อยากช่วย ให้ เค้ามีความสุข หรือ หายดี
“,มุทิตา” ยินดี เมื่อเห็น เขามีความสุข  หรือ หาย

สำหรับมุทิตาเป็น ความรู้สึกที่ เหมือนเป็น ของขวัญมาก สำหรับฉัน การได้เห็น คุรลุง คุณ ป้า คุณตา คุณยาย ที่ เข้ามานอน รพ. หน้า ตาอมทุกข์ ปวด มีไข้ ลูหหลานคนรอบกายร้องไห้ มี แต่ความทุกข์ เข้า ห้อมล้อม   แล้ว วันที่ให้ คนไข้ กลับบ้าน หน้า ตายิ้ม แย้ม เบิกบานคุย เล่นหยอกล้อกับ เราได้ ยิ่งวันนัดมา ติดตามอากการ หากคนไข้ แข็งเรา ยิ้มกินข้าวปลาได้ ลูกหลานมีความสุข

มัน เป็นความสุข อย่าง วิเศษที่สุด
เชื่อว่า หมอ หลายๆ คน ยังคง ประกอบวิชาชีพ หมอ ก็ เพราะมีความรู้สึก ปิติ นี้ หล่อเลี่ยงหัวใจอยู่
แม้ว่างานจะหนักแค่ไหน ก็ทนได้

แต่ มีสมหวัง ย่อมมีผิดหวัง
บางครั้ง เรา ไม่สามารถ ช่วยเหลือชีวิต คนไข้ ไว้ได้
บางครั้ง มีความคิดนี้ ตลอดเวลา ช่วย เขาไว้ไม่ได้
ว่า ถ้า เรารู้มากกว่านี้ เราอาจจะช่วยเขาไว้ได้

จำได้ ตอน ปี 4 คนไข้ของฉันเสียชีวิต ตอนฉัน กำลัง ช่วย ใส่ ท่ออาหาร คุณลุง เป็นมะเร็ง ขั้นสุดท้ายแล้ว
ท่านจากไปอย่างสงบ
แต่ฉัน บอกตรงๆว่า ช๊อคมาก น่าจะเป็น ครั้ง แรกที่ฉัน ที่สำผัส กับ สิ่งที่เรียกว่า”ความตาย” ใกล้ ขนาดนี้
ตอนที่ท่านสิ้นลม ฉันยังอยู่ข้างท่านอยู่เลย

แม้ว่าคุณลุงจะจากไปโดยสงบ เพราะญาติ และท่านเองไม่ประสงค์ให้มีการปั๊มหัวใจ หรือใส่ท่อช่วยหายใจใดๆ
แต่ฉันก็ยังอดใจหายไม่ได้
จำได้ ว่า พอ เข้าไปใน ห้อง พักแพทย์น้ำตาไม่รู้จากที่ไหน ไหลริน มาอาบแก้มทั้งสอง ข้าง

มันเป็นความรู้สึกเสียใจ ที่ไม่สามารถช่วยเขาไว้ได้ ปนๆ กับความผูกพันที่มีต่อคนไข้
ร้องไห้ไม่หยุด จน ต้อง พี่ หมอคนหนึ่งเข้ามาปลอบ
 บอกว่า “เราทำดีที่สุดแล้วนะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” แม้ ยังเสียใจ แต่นั้น ก็สามารถ ทำให้ ฉัน หยุดร้องไห้ได้

ผ่านมาจากเหตุการณ์นั้น อีกหลายปี ระหว่างนี้ มาเรื่องราวต่างผ่านเข้ามามากมายในชีวิต
ทั้งทมี่รู้สึกโชคดีที่สุดในชีวิต และแน่นอนก็ย่อม มีเรื่อง ไม่สมหวังเข้ามาเช่นกัน ทั้งกับ คน กับงาน และอะไร อีกลายๆอย่าง

จนช่วงที่ ไปอยู่ที่ เจนีวา ฉันก็ได้ พบกับบททดสอบที่ยากมา และทรมาน มาก น่าจะเกือบที่สุด
ตอนนั้น รู้สึกค่อนข้าง แย่ เลย จริง เพราะ หลายๆ สิ่งที่ได้เป็น อย่างที่ เรา อยากจะให้ มันเป็น

โชคดี ที่ ยังมีกัลยาณมิตรที่ดี และ อยู่ใกล้วัด เลยได้ ไปนั่งสมาธิ และฟังธรรมจากท่านภันเต
ท่านภันเตเป็น พระสงฆ์ ชาวศีรลังกา ที่เป็น เจ้าอาวาสที่ วัดที่เจนีวา ค่ะ
ท่านเป็น คนที่น่าเสื่อมใสมาก เป็น คนที่ เวลา เราอยู่ใกล้ จะรู้สึกเย็น กาย สบายใจ

ในวันมาฆบูชา ท่านได้ สอน เรื่องๆ หนึ่ง ขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า
“Learn to see thing as it is”
ให้ รู้จักมอง สิ่งที่เรา เห็น อย่างที่ มัน เป็น ไม่ใช้  มอง ให้ มัน เป็น อย่าง สิ่งที่เรา ต้องการให้มันเป็น

ไม่อย่างงั้น เราจะ ทุกข์
ทุกข์ เพราะ มัน ไม่ได้ ดั่งใจ

ในเมื่อ เกิดที่”ใจ” ก็ต้องดับที่ “ใจ”

เราจะทุกข์ได้ ง่าย เมื่อ เราเอาความสุขของเรา
ไปผูกไว้กับ สิ่ง อืนที่ไม่ใช่ตัวเรา
เพราะ ทุกสิ่ง ไม่เที่ยง
ล้วน เกิด ขึ้น ตั้ง อยู่และ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเสมอ
ซึ่ง ต่างจาก เราที่มักจะ หวังให้ สิ่งๆ นั้น คงที่ หยุดไว้ ณ จุดเดิม

ซึ่งมันเป็น เรื่องที่ผืนธรรมชาติ
… เพราะ แม้ แต่ตัว เรา เมื่อ ผ่านไปทุกๆวินาที ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลง
ทุกวินาที ทุกเซลล์ ทุกส่วนใน ร่ายกายเราก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป
แม้ แต่ร่างกาย เรา เรายังควบคุมมันไม่ได้
ไม่ให้เปลี่ยนไป

แล้วเราจะทุกข์ทำไม ในสิ่งภายนอกที่มันเปลี่ยนไป

บางทีความทุกข์มัน ในสิ่งที่ “เปลี่ยนไป”
มันอาจจะเบาบางลง หากเรารู้จัก คำว่า “เข้าใจ” สัจธรรมข้อนี้

คงไม่มีใครช่วยใครได้ ใน เรื่องนี้ เพราะ

เหตุ เกิดที่ไหน ก็ ย่อม ต้องดับที่นั่น

เมื่อทุกข์ เกิดขึ้น ที่ ใจ ก็ ต้อง ดับที่ ใจ

และคนๆ เดียว ที่จะดับมันได้ ก็คือเราเอง

เพราะ ฉนั้น  “คุณ” ใช่ แล้วแหละค่ะ ตัวคุณ เองที่จะ ช่วย ตัวคุณให้ พ้นทุกข์ได้

ไม่ ต้อง รอพระเอกขี่ม้าขาวมาจากที่ไหน
สุขง่ายๆ เริ่มที่ใจเราเอง

แต่ก่อนฉันมี  motto ประจำใจว่า

เสีบใจที่ทำไม่ได้
ดีกว่า เสียใจที่ไม่ได้ ทำ

แต่ ณ วินาที คง อาจจะต้องเติม ท้ายของ motto ประจำใจต่อไปว่า

แต่ถ้า ทำแล้วทำไม่ได้  ”เสียใจ” ได้ แต่อย่านาน
ต้องรู้จัก “ปล่อยวาง”  แล้ว ก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้
เพราะ เราทำดีที่ สุดแล้ว

ให้ เราเก็บ ประสบการณ์ ที่เรา ได้เรียนรู้ มาเป็น บทเรียน เพื่อปรับปรุงตัวเอง
แล้ว ทำ พรุ่งนี้ ให้ ดีกว่าเดิม

………………ตกผลึกจากการอยู่ เวร มาก สามวัน ติดกัน…………….
…….อยู่ ที่รพ.ต่างจังหวัด สงบๆแห่งหนึ่ง ณ เชียงราย ในวันที่ฝนตกตลอดเวลา หมอกลงบางๆ ที่ภูเขา……….
บรรยากาศเย็นๆ ภูเขา สูงใหญ่ ทุกนา เขียงขจีสุกลูกหูลูกตา……………..
การได้ หลีกหนีจากชีวิต วุ่นวายในเมืองหลวง………………….

ขออภัยล่วงหน้า หากยัง เรียบเรียงได้ไม่ดีนะค่ะ  พอดี เพิ่งตกผลึกความคิดได้เลยรีบเขียนไว้ก่อน ก่อนที่จะลืมไป ซะก่อน
เพราะ พอ พรุ่งนี้ เจอ เรื่องวุ่น วาย เรื่อง ที่ตกผลึกนอนก้นแล้วก็จะ ฟุ้งไม่เป็นระเบียบ อีกเลยรีบ เขียนเอา ไว้ ก่อน หลักเอาไว้ให้ตัวเองอ่านจะได้ เช้าใจ ชีวิตมากขึ้น
โตเป็นผู้ใหญมากขึ้น

2 thoughts on “ฮีโร่ของฉัน คือ “คุณ” นั่นเอง ^__^

  1. หมอน่าจะเป็นงานที่ทำให้มนุษย์อยู่ใกล้สัจธรรมแห่งศาสนาพุทธมากที่สุด ผมว่ามากกว่าไปนั่งอยู่ในวัดเสียอีก

    ยังไงเพ็ญอยู่เชียงรายก็น่าจะได้บรรยากาศสงบๆ แบบสวิสอยู่นะ

  2. พิ่งได้ผ่านประสบการณ์การเห็น “ความตาย” มาเหมือนกันครับ ลงเเครื่องถึงที่เมืองไทยก็รีบขึ้นไปขอนแก่น ให้ตาให้เห็นหน้าหลานก่อนสิ้นลมทันเวลาพอดี ทำให้ตัวเองได้เรียนรู้ไรได้มากเหมือนกัน เห็นว่าความตายมันใกล้เรามาก เกิดมายังไงก็เอากลับไปได้เท่านั้นเหมือนกัน

    คิดแล้วอาชีพหมอก็อาจจะดีก็ได้ ที่มีคนไข้แต่ละคนได้คอย “ย้ำเตือน” ถึงเรื่องสังขารได้ตลอดเวลามากกว่าอาชีพอื่นครับ😉 แล้วเอามาแบ่งปันกับคนไข้คนอื้นๆ เป็นการทำบุญต่อไปเนอะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s