Social Network สาน(หรือสลาย)สัมพันธ์

Image

ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยถูกเพื่อนสนิทหลายๆคนมองว่าล้าสมัยและโบราณดั่งเต่าล้านปี บ้างก็ว่าผมเป็นไดโนเสาร์สเตโกซอรัส บ้างก็เหยียดหยามอย่างเจ็บแสบว่า “หลังเขา” ด้วยความที่ว่าผมไม่ค่อยจะสนใจเรื่อง social network อะไรกับใครเขาเท่าไร่ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระและเป็นภาระที่ไม่จำเป็นเอาซะเลยที่จะต้องไปเช็ค Hi5 ว่าวันนี้จะมีใครมา “เม้นท์” เราไหม พาลทำให้ไม่สนใจ Facebook ที่ได้มารับความนิยมภายหลัง รวมถึงการที่ผมไม่เข้าใจคำศัพท์แสลงวัยรุ่นต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์นี้อีกด้วย แต่หลังๆมานี่… ผมก็ปรับตัวเข้าใช้ Facebook ในการติดต่อผู้คนมากขึ้น และก็พบว่ามันเป็นวิธีสื่อสารที่ได้ผลเยอะเหมือนกัน (แต่ Twitter, Instagram หรืออะไรอื่นๆนี่ผมก็ไม่ยังไม่ใช้ และไม่มีความคิดที่จะใช้เพราะรู้สึกว่ามัน advance เกิน)

และไม่กี่เดือนมานี่ผมก็ได้มีโอกาสใช้ Iphone ที่ซื้อต่อมาจากพี่ด้วยเหตุว่าโทรศัพท์ซัมซุงของผมที่ใช้มาเกือบ 5 ปีนั้น ทำตัวเหมือนคุณยายชราภาพมึนๆคนหนึ่งไปซะแล้ว ประกอบกับผมอยากจะได้เครื่องเล่น MP3 ไว้ฟังเพลงนอกบ้าน และด้วย Iphone นี้เองก็ทำให้ผู้รู้จักโปรแกรม chat ใหม่ๆอย่าง WhatsApp และ Line ที่ไม่ต้องเสียเงินเมื่อเราส่งข้อความ ซึ่งแรกๆที่เริ่มเข้ามาเรียนรู้ระบบ social network พวกนี้ที่ถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับผม(แต่เกือบจะถือเป็นสิ่งเก่าสำหรับคนอื่น) ผมก็ “ปลื้ม” กับมันมาก และ รู้สึกขำหัวเราะตัวเองในใจว่า “เออเนอะ… ก่อนหน้านี้ กูก็เป็นไดโนเสาร์ อย่างที่มันว่าน่ะแหละ!”

…ผมมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จาก social network เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความ “ปลื้ม” ที่ผมมีให้กับระบบ social network พวกนี้ก็ค่อยๆแปรผันเป็นความเคยชิน และเมื่อตัวเองเริ่มคุ้นกับระบบมากขึ้น ก็ได้เห็นอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดกับความรู้สึกและสิ่งที่ผมเองเคยเรียนรู้และเชื่อมั่นมา และในจุดนี้เองที่ทำให้ผมเห็นความไม่จิรังของมัน หรืออาจพูดได้ว่าผมเริ่มจะ “ไม่ปลื้มเท่าไร่” กับมันซะแล้ว

ความไม่จิรังใน social network พวกนี้ที่ผมกล่าวถึงนั้น มีให้เห็นหลายครั้งหลายครา บางครั้งแฝงตัวมากับเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆ ที่ไม่สลักสำคัญอะไร แต่บางครั้งก็โผล่มาให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งกับเหตุการณ์ที่ใหญ่ๆที่มีความสำคัญกับเรา

ยกตัวอย่างเช่น ผมเพิ่งจะมารู้ว่าคำว่า “like” ที่แปลว่าชื่นชอบ หรือรู้สึกดีกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจไม่ได้มีความหมายอย่างนั้นเสมอไปใน Facebook เพราะมันอาจเป็นเพียงการแสดงออกว่าบุคคลผู้นั้นได้รับรู้แล้วสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะนำเสนอ มิได้เป็นความแสดงความรู้สึกที่จริงจังอะไร หรืออาจกล่าวไว้ว่า “…ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร กูแค่ “like” ไปงั้นๆ…” ยิ่งไปกว่านั้น “like” อาจถูกใช้ในการโฆษณาสินค้า หรือในทางธุรกิจประเภทอื่นๆ ซึ่งในกรณีนี้อาจมิได้เกี่ยวข้องกับการแสดงออกถึงความรู้สึกใดๆเลยแม้แต่น้อย… เช่น เราอาจเห็น Facebook ของร้านอาหารร้านหนึ่งที่มีคน “like” นับร้อยนับพัน แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นนโยบายของร้านที่จะมอบส่วนลดพิเศษให้กับลูกค้าทุกคนที่กด “like” (เมื่อครั้งแรกที่ผมรู้เรื่องนี้ กลับรู้สึกในใจว่า “โอโห ร้านอาหารของคุณทำได้อาหารแย่มาก ถึงขนาดต้องมา “ติดสินบน” ลูกค้าเลยหรือนี่!?”)

อีกตัวอย่างใน Facebook ที่เห็นกันบ่อยๆคือ เมื่อเราสร้าง “Event” ใน Facebook แล้ว คำว่า “is going” อาจจะไม่ได้หมายความว่าใครคนนั้นเขาจะมางานของเราจริง แต่กลับหมายความว่า “อาจจะมา หรือ ไม่มาก็ได้นะ” ยิ่งไปกว่านั้นในบางกรณีที่ผมเห็นคือเจ้าตัวอยู่ต่างประเทศและเพิ่งบอกผมว่ายังไม่มีแผนว่าจะกลับมาด้วยซ้ำ แต่กลับมากดตอบรับว่าจะมางานของผมที่จัด ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มาจริงๆ ทำเอาผมงงกับการกระทำของเขาเอายกใหญ่…

…แต่ยังไงซะโอกาสที่เขาคนนั้นจะมาก็คงจะมากกว่า “Maybe” ซึ่งน่าจะแปลว่า “คงไม่มาหรอก” (ส่วน Not going นี่ไม่ต้องพูดถึง เพราะแปลว่า “กูไม่ไปแน่ๆ”)

หลายๆครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปดูการแสดงคอนเสริตเยี่ยมๆกับเพื่อนๆ ที่ผู้แสดงต้องอุทิศชีวิตเพื่อฝึกฝนตัวเองเองให้ได้มาซึ่งทักษะอันยอดเยี่ยมในการแสดง ผมกลับต้องเอียงหน้าเพื่อหลบแสงแยงตาที่ออกมาจากจอ smartphone ของเพื่อนข้างๆ(บางคนก็เป็นนักดนตรีด้วยกันแท้ๆ) ซึ่งกำลัง chat กับใครบางคนผ่าน Facebook ทำให้ผมรู้สึกเจ็บใจและเสียใจแทนผู้แสดงที่ถูกหมิ่นเกียรติอย่างลับๆเป็นอย่างมาก และก็มีอีกหลายๆครั้งที่ผมได้มีโอกาสพบปะเพื่อนฝูงที่ไม่ได้เจอกันมานาน แต่ก็ต้องเห็นเพื่อนบางคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นไอ้ smartphone พวกนี้ จนดูเหมือนว่าเวลาที่เรามีให้กันเพียงแค่ 2-3ชั่วโมงที่เราได้มีโอกาสมาพบกันและใช้เวลาร่วมกันหลังจากที่ไม่เจอกันหลายปีนั้นไม่ได้มีค่าสำหรับเขาเลย

อาจเป็นเพราะศักยภาพอันสูงส่งของ social network พวกนี้กระมังที่ทำให้โลกใหญ่ใบนี้หมุนเร็วกว่าเดิม ทุกๆคนล้วนรับข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นและเร็วขึ้น จนทำให้คนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งลืมที่จะเลือกข้อมูลข่าวสารที่จะรับฟัง อะไรๆก็ดูเหมือนจะผ่านตา ผ่านหู และ ผ่าน “ใจ” ไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปฏิกิริยาตอบรับที่มีให้กันดูฉาบฉวย และในบางครั้งดูเหมือนเอาแต่จ้องจะหาผลประโยชน์จากกันและกัน ทำให้ความจริงใจ (sincerity) และ ความรับผิดชอบ (responsibility) กับการกระทำและคำพูดของที่มีต่อกันในโลกยุค “ออนไลน์” นี้น้อยลงกว่ายุคก่อนๆ และ อาจเป็นเพราะความสะดวกสบายในการใช้สอยของ smartphone พวกนี้เองที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้ผูกพันอยู่กับโลก “ออนไลน์” ซะมากและเผลอคิดไปว่านั่นเป็น “โลกที่แท้จริง” ของเขา จนลืมเงยหน้าออกจากจอเพื่อมองความสวยงามของโลก“ออฟไลน์” ที่ “แท้จริงยิ่งกว่า”

ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าเข้าใจผิดนะว่าผมน้อยใจ ไม่ชอบและแอนตี้สังคมออนไลน์พวกนี้นะครับ เพราะตัวผมเองก็รู้ดีว่าไม่ใช่ทุกคนและทุกcaseที่จะเป็นอย่างที่ผมกล่าว… (ถ้าผมแอนตี้จริงๆ ผมคงไม่มานั่งโพสบทความนี้ในอินเตอร์เนทให้คนอื่นอ่านหรอกครับ!) ตรงกันข้ามผมคิดว่า social network พวกนี้เป็นสิ่งดี และช่วยให้ชีวิตเราสะดวกสบายและง่ายขึ้น เข้าสื่อถึงข้อมูลและติดต่อกันได้มากขึ้นและเร็วขึ้น… แต่มันก็เหมือนของทุกสิ่งที่จะสร้างผลดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ สติ และเจตนาของผู้ใช้ …เพราะถ้ามีดเล่มหนึ่งจะมีสองหรือสามคม เราก็ควรจะมีสติเลือกใช้เฉพาะ “คมที่เป็นประโยชน์” เพื่อสร้างสรรค์งานที่เป็นประโยชน์ และระวัง “คมที่เป็นโทษ” มิให้สร้างบาดแผลให้กับเราหรือคนที่เรารักมิใช่หรือครับ…

…และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราก็ควรจะใช้ social network ที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการติดต่อสื่อสารในยุคโลกาภิวัตน์นี้ เพื่อที่จะสื่อสารต่อกันและกันให้ได้ ดีกว่าเดิม หรืออย่างน้อยที่สุด ดีเท่าเดิม.. แต่ไม่ควร แย่กว่าเดิม เมื่อเทียบกับยุคก่อนๆ มิใช่หรือครับ…

อย่าลืมว่า …ไม่ว่าจะเป็นสเตโกซอรัสหรือยอดมนุษย์ไอที เราต่างก็มีหัวใจนั้นนะ ระวัง “คมมีด” กันหน่อย…

ผมอยากจะจบบทความนี้ด้วยบทกลอนสนุกๆ ขำๆ จากพี่นักแต่งเพลงคนหนึ่งที่ผมชื่นชมผลงานของเขา (พี่บั๋ง) มากมาฝากกันครับ (ถ้ามีโอกาส ก็อ่านออกเสียงดังให้คนข้างๆที่กำลังเล่น smartphone อยู่ฟังนะครับ จะได้อารมณ์มาก 555)

เค้าว่า…
“คุยกันมากขึ้น…เข้าใจกันมากขึ้น”
แต่ “เข้าใจ” แบบมึนมึนซะมากกว่า
เราเน้นเพิ่มปริมาณ “การพูดจา”
แต่ลดปริมาณ “การสนทนา” ลงไปทุกที
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
เข้า Instagram ก็เจอหน้า
อัพ status มา…ก็รู้ว่าทำไรอยู่ตอนนี้
WhatsApp ก็คุยได้…LINE ก็คุยดี
Twitter อย่างถี่…ทุกสิบนาทีตลอดวัน
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
เราจึงเห็น “คนสนิท” นั่งชิดใกล้
แต่ก้มหน้ากดอะไรไปอย่างมุ่งมั่น
เห็นคนถ่ายรูปกับข้าวอย่างเมามัน
แต่คนมาด้วยกัน…ลืมใส่ใจ
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ขลุกอยู่กับ “มิตรภาพ…กึ่งสำเร็จรูป”
เสพ “ความผูกพันชั่ววูบ”…แล้วรู้สึก “ใช่”
รู้สึกเหมือน “อยู่ข้างข้าง”…ทั้งที่จริง “ห่างออกไป”
เราจึงอยากรู้ว่า “จะมีกี่คนมากด Like”
มากกว่าอยากรู้ว่า “จะมีสักคนไหม…ที่ชอบจริงจริง” !!!

PS* อ่อ… ผมอยากจะบอกทุกคนว่า ถ้าไม่ชอบบทความของผมหรือไม่เห็นด้วย ก็ไม่ต้องก็ “like” ก็ได้นะครับ ผมไม่โกรธหรอกครับ🙂

5 thoughts on “Social Network สาน(หรือสลาย)สัมพันธ์

  1. โลกทุกวันนี้คนมีสมาธิน้อยลง ความจำสั้นขึ้น และไม่มีความสามารถที่จะปฏิบัติต่อกันได้อย่างถูกต้อง ส่วนหนึ่งก็มาจากเทคโนโลยีเรื่องการสื่อสาร

    เราเองถ้าโตพอที่จะคิดได้เองก็ควรมีสติตลอดเวลาและหมั่น “ตรวจสอบ” ตัวเอง ส่วนคนที่ยังไม่มีวุฒิภาวะพอ หากมันเป็นลูกหลานหรือน้องเราก็อาจต้องออกแรงช่วยมันหน่อย เท่าที่จะทำได้

    พี่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่แชมป์เขียนครับ แล้วเขียนมาอีกในเรื่องอื่นๆ อย่าคิดแล้วเก็บไว้คนเดียว🙂

  2. พี่แชมป์~ ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีด้วยนะคะที่คอนเสิร์ตผ่านไปได้อย่างด้วยดี😀

    เห็นด้วยเหมือนกันกับที่พี่แชมป์เขียนมา และคิดว่าการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงคนเราได้เร็วกว่าในยุคก่อนๆมาก สิบปีที่แล้วกว่าจะมีมือถือเครื่องแรก(ยุคพีช)ก็มัธยมเข้าแล้ว สมัยนี้เด็กอายุ 8 ขวบก็สามารถมี iPad ของตัวเองไว้เป็นครอบครอง(จึงเป็นที่น่าตระหนักว่าเด็กสมัยหน้าๆจะมีวุฒิภาวะในการสื่อสารอย่างถูกต้องเป็นผู้เป็นคนดั่งที่พี่นัตว่าจริงๆหรือไม่) เทคโนโลยีก็มีส่วนดีของมัน การสื่อสารระหว่างคน ระหว่างประเทศก็ง่ายขึ้น แต่มีความรู้สึกว่ายิ่งง่ายมากเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่กลับคำนึงถึงคำพูดของพวกเขาน้อยลงมาเข้าไปอีก ความ”ฉาบฉวย”เข้ามาแทนที่มากขึ้นทุกวัน ทั้งๆที่คำพูดอาจเป็นสิ่งเดียวที่ “เกื้อหนุน/เกื้อกูล” จิตใจของสองฝ่ายที่อยู่คนละที่ได้ดีที่สุด อาจเป็นเพราะยุคแห่งโลกาภิวัตน์เป็นแน่แท้ คำพูดเริ่มเป็นตัวย่อ อ่านเขียนง่ายขึ้น ตามมาด้วยภาษาคาราโอเกะ จึงนำพามาสู่”คำพูดที่ห้วน”โดยไม่ได้ตั้งใจ และตรงประเด็นมากเกินจนบางทีละเลยความรู้สึกของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งน่าเสียดายทั้งๆที่เราสามารถคุยกันได้ง่ายขึ้น แต่บทสนทนาของเรากลับไม่”ลึกซึ้ง”เท่าเมื่อก่อนที่เคยเป็น โทรศัพท์คุยกันอาจะเป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยทำกันเท่าเมื่อก่อนแล้วกระมัง เฉกเช่นเดียวกับการส่งโปสการด์หรือจดหมาย ความสวยงาม กระบวนการความคิดไตร่ตรองก่อนที่จะเขียนออกมาผ่านตัวหนังสือ และเวลาของเราในการ “รอ” อย่างใจจดใจจ่อว่าข้อความเหล่านั้นได้ถูกส่งผ่านไปรษณีย์ถึงที่หมายแล้วหรือยัง และความหวังว่าเขาจะคิดยังไงกับข้อความที่เราส่งไป ปัจจุบันนี้ Instant Messaging กลับทำให้คนเรารู้สึกหงุดหงิดในการ “รอ” ในหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างในชีวิตและต้องนำพาตัวเองติดกับเทคโนโลยีไปทุกๆ 5-10 วินาทีอย่างร้อนรน จนเราหลงลืมโลกและคนรอบๆที่เราอยู่ด้วย ณ ตอนนั้นจริงๆ ซึ่งน่าเสียดายที่เราไม่ได้อยู่กับ”ปัจจุบัน”และความรู้สึกของคนพวกนั้นเท่าที่ควร

    – จริงๆคอมเม้นไปก็เริ่มงงเอง
    – คอมเม้นอาจยาวไปจนเริ่มจะเป็นอีกบล๊อคได้ ขออภัยหากยาวไปนะคะ😉

  3. น้องพีชผิดช่องยังไงครับ? คอมเม้นท์ก็ออกมาเรียบร้อยนี่จ๊ะ

  4. ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นนะครับ.. จริงๆแอบดีใจที่ความในใจของผมไม่ได้เป็น “แกะดำ” อย่างที่คิด…555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s